มุมมองของ “แม่เสือ” ในการเลี้ยงลูก

พ่อแม่จีนสอนลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการเรียน

คนในแต่ละประเทศต่างก็มีแนวทางในการเลี้ยงลูกแตกต่างกันออกไป หลายๆท่านคงเคยได้ยินมาว่าพ่อแม่คนจีนนั้นเลี้ยงลูกได้เข้มงวดมาก แนวทางการเลี้ยงลูกแบบดั้งเดิมของจีนมีความแตกต่างกับวิธีของชาวตะวันตกอย่างสิ้นเชิง คนสงสัยว่าทำไมพ่อแม่จีนสามารถเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จได้ คนมีคำถามว่าพ่อแม่จีนทำอย่างไรจึงสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นอัจริยะทางคณิตศาสตร์ และดนตรี ครอบครัวจีนมีลักษณะอย่างไร และหลายๆคนก็สงสัยว่า พวกเขาจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้แบบพ่อแม่จีน

เอมี ชัว (Amy Chua) ได้เขียนหนังสือชื่อขึ้นมา ชื่อ Battle Hymn of the Tiger Mother เป็นหนังสือที่มีกระแสการต่อต้านและการตอบรับแรงมาก ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีพ่อแม่บางคนถึงกับเรียกเอมี่ว่าเป็นสัตว์ประหลาด ใจร้าย แต่สิ่งที่เอมีทำได้คือลูกสาวทั้งสองเล่นไวโอลินได้ดีเยี่ยม และมีผลการเรียนเป็นเลิศ

นี่คือสิ่งที่เอมีไม่อนุญาตให้ลูกสาวทั้งสองคนทำ

  • ห้ามไปนอนบ้านเพื่อน
  • ห้ามนัดเพื่อนมาเล่นด้วยกัน
  • ห้ามเข้าร่วมการแสดงละครของโรงเรียน
  • ห้ามบ่นว่าไม่มีโอกาสได้แสดงละครในโรงเรียน
  • ห้ามดูทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์
  • ห้ามไม่ให้เลือกวิชาเลือกเสรีด้วยตนเอง
  • ห้ามได้เกรดต่ำกว่าเกรด A
  • จะต้องได้ที่ 1 ทุกวิชา ยกเว้นวิชาพละและวิชาการแสดง
  • ห้ามไม่ให้เล่นเครื่องดนตรีอื่นนอกจากเปียโนและไวโอลิน
  • จะต้องเล่นเปียโน และไวโอลินเท่านั้น

เอมีกล่าวไว้ว่า คำว่าแม่เสือหรือแม่จีนนั้น จริงๆแล้วไม่ได้หมายถึงแม่จีนเท่านั้น แต่หมายถึงพ่อแม่ทุกคนที่มีวิธีการเลี้ยงลูกแบบชาวจีน แม่เสืออาจจะเป็นได้ทั้งแม่ไทย จีน อินเดีย หรือแม้แต่แม่อเมริก้น และสำหรับแม่ตะวันตกนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่อเมริกัน แต่หมายถึงพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบให้อิสระและไม่เข้มงวด

เอมีเขียนไว้ว่าพ่อแม่ตะวันตกบางคนคิดว่าตัวเองเข้มงวดโดยการบังคับให้ลูกฝึกเปียโนเป็นเวลาครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงทุกวัน ซึ่งจริงๆแล้วเทียบไม่ได้เลยกับระดับความเข้มงวดของแม่จีน สำหรับแม่จีน ชั่วโมงเเรกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ชั่วโมงที่สองและสามนั้นเริ่มเป็นเรื่องยาก

ถึงแม้ว่าวิธีการเลี้ยงลูกของแต่ละวัฒนธรรมหรือครอบครัวจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราจะเห็นว่ามีงานศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของวิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่จีนและพ่อแม่ตะวัน

ในรายงานชิ้นหนึ่งที่ได้ศึกษาแม่ชาวจีนอพยพจำนวน 48 คน และแม่ชาวอเมริกัน 50 คน  มีแม่อเมริกัน 70% ที่คิดว่าการเข้มงวดในเรื่องความสำเร็จในการเรียนของลูกมากจนเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อลูก หรือ พ่อแม่ควรจะพยายามปลูกฝังความคิดที่ว่าการเรียนนั้นเป็นเรื่องที่สนุกสนาน

ในทางตรงกันข้าม แม่จีน 0% เห็นด้วยกับแม่ตะวันตก  แม่จีนส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าลูกสามารถเป็นนักเรียนดีเด่นได้และความสำเร็จทางด้านการศึกษาของลูกแสดงให้เห็นความสำเร็จในการเลี้ยงลูก และหากลูกเรียนหนังสือไม่เก่งแสดงว่ามีปัญหา และพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้อง

มีงานการศึกษาชิ้นอื่นได้ชี้ให้เห็นว่า หากเปรียบเทียบพ่อแม่จีนกับพ่อแม่ตะวันตก ในหนึ่งวัน พ่อแม่จีนใช้เวลาในการสอนและฝึกลูกให้เรียนเก่งนานเป็น 10 เท่าของพ่อแม่ตะวันตก ส่วนเด็กตะวันตกนั้น จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา

สิ่งที่พ่อแม่จีนเข้าใจคือ เราจะทำอะไรก็ไม่สนุกหากเราทำไม่ได้ ทำไม่คล่อง ทำได้ไม่ดีและทำไม่เก่ง เราต้องเก่งเราถึงจะสนุกกับกิจกรรมที่ทำ การที่เราจะเก่งได้ เราต้องฝึกฝนทำงานหนักเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา และตามธรรมชาติของเด็กแล้ว เด็กไม่อยากทำงาน ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่พ่อแม่ต้องกำหนดและจำกัดความชอบของลูก ดังนั้นพ่อแม่จีนต้องมีความทรหดอดทนมากเพราะลูกจะต่อต้าน ช่วงแรกๆเป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด และพ่อแม่ตะวันตกส่วนใหญ่จะเลิกทำและยอมเเพ้ แต่ถ้าพ่อแม่มีวิธีจัดการกับลูกอย่างถูกต้อง วิธีเลี้ยงลูกแบบจีนจะส่งผลดี  จะเห็นว่าการทำซ้ำๆหรือการท่องจำนั้นไม่ค่อยได้รับความสำคัญในอเมริกาเท่าไหร่นักแต่สำหรับพ่อแม่จีนเชื่อว่าการฝึกฝนเป็นประจำและความเข้มงวดเป็นกุญเเจสู่ความเป็นเลิศ

เมื่อเด็กทำได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนคณิตศาสตร์ เล่นเปียโน หรือเต้นบัลเลย์ เด็กถึงจะได้รับคำชมเชยและชื่นชม และมีความพึงพอใจ นี่จะช่วยสร้างความมั่นใจและทำให้กิจกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกิจกรรมที่น่าเหนื่อยหน่าย กลายมาเป็นกิจกรรมที่แสนสนุกได้ และผลพลอยได้คือ พ่อแม่จะสามารถพลักดันให้ลูกมีความตั้งใจและฝึกและทำงานหนักได้มากขึ้นกว่าเดิม

พ่อแม่จีนทำอะไรหลายๆอย่างได้โดยไม่ต้องมีความกังวลใจเหมือนพ่อแม่ตะวันตก เอมี่กล่าวว่า ตอนที่เธอเป็นเด็ก เธอเคยทำไม่ดีกับแม่ ไม่เคารพแม่ เธอจำได้ว่าพ่อโกรธมากและเรียกเธอว่า “ขยะ” พอโดนพ่อด่า เอมีบอกว่าได้ผลดีมากเพราะทำให้เธอรู้สึกแย่และอับอายกับสิ่งที่ได้ทำไป แต่ถึงแม้ว่าจะโดนพ่อด่าว่าเป็นขยะ เธอก็ไม่ได้เสียความมั่นใจอะไรเลย เพราะเธอรู้ดีว่า พ่อแม่มีความเชื่อนั่นในตัวเธอมาก และเธอไม่เคยคิดว่าเธอเป็นคนไร้ค่าหรือเป็นเศษขยะ

พอเธอโตเป็นผู้ใหญ่ เธอก็ทำแบบเดียวกันกับลูกสาว โดยเรียกลูกว่าขยะในงานปาร์ตี้เเห่งหนึ่งเพราะลูกทำตัวไม่น่ารักและไม่ให้เกียรติเธอ พอคนที่งานได้ยิน เธอก็โดนว่า และมีเเขกคนหนึ่งถึงกับร้องให้เสียใจและต้องอออกจากงานก่อนเวลาเพราะรับไม่ได้กับการที่เอมีด่าลูกว่าเป็นขยะ

ความจริงก็คือ พ่อแม่จีนสามารถทำสิ่งที่พ่อแม่ตะวันตกทำไม่ได้ได้หลายๆอย่าง แม่จีนสามารถที่จะพูดกับลูกว่า “นี่ ไอ้อ้วน ไปลดน้ำหนักซะไป” ในทางตรงกันข้าม พ่อแม่ตะวันตกจะค่อยๆหาวิธีคุย พยายามพูดเรื่องสุขภาพเเทนและจะไม่ยอมบอกหรือพูดว่าลูกว่าอ้วน แต่สุดท้ายเด็กพวกนี้ก็ต้องเข้ารับการรักษาเรื่องปัญหาในการรับประทานอาหาร และไม่มีความมั่นใจกับรูปลักษณ์ของตนเอง

พ่อแม่จีนสามารถสั่งให้ลูกสอบให้ได้ A ทุกตัว ใจขณะที่พ่อแม่ตะวันตกทำได้ดีที่สุดแค่ขอให้ลูกทำให้ได้ดีที่สุดตามความสามารถของตนเอง พ่อแม่จีนบอกลูกได้สบายว่า “ขี้เกียจจริง เห็นไหมเพื่อนร่วมชั้นเรียนล้ำหน้าเธอไปหมดแล้ว”  ส่วนพ่อแม่ตะวันตกนั้นคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี และพยายามปลอบใจตัวเองว่าจะไม่ผิดหวังไม่ว่าลูกจะเรียนได้เกรดอะไรก็ตาม

เอมี่กล่าวไว้ว่า พ่อแม่จีนทำในสิ่งที่พ่อแม่ตะวันตกไม่กล้าทำ เพราะสาเหตุสามประการคือ

อันดับแรก พ่อแม่ตะวันตกกังวลกับความมั่นใจของลูกมากจนเกินไป พวกเขากังวลและเป็นห่วงความรู้สึกของลูกเมื่อพบกับความล้มเหลว และพยายามให้กำลังใจ บอกลูกว่าลูกเก่ง ลูกทำได้ โดยไม่ได้พยายามช่วยให้ลูกได้ฝึกฝนทำงาน  พ่อแม่ตะวันตกเป็นห่วงสภาพทางจิตรใจของลูกแต่พ่อแม่จีนไม่คิดแบบนั้น สำหรับพ่อแม่จีน ลูกต้องเเกร่ง ห้ามบอบบาง ดังนั้นเด็กจีนจึงต่างกับเด็กจะวันตก

ยกตัวอย่างเช่น หากเด็กตะวันตกสอบได้เกรด A- พ่อแม่ตะวันตกจะชมลูก แม่จีนจะอ้าปากค้างตกใจกลัว และถามลูกว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ หากลูกสอบได้เกรด B พ่อแม่ตะวันตกบางคนจะชมลูก บางคนอาจจะนั่งคุยกับลูกและแสดงความไม่พอใจแต่จะระมัดระวังไม่ให้ลูกรู้สึกแย่ จะไม่บอกลูกว่าลูกโง่หรือไร้ค่า ลึกๆแล้วพ่อแม่ตะวันตกอาจจะแอบกังวลอยู่เงียบๆ อาจจะคิดว่าลูกทำไม่ได้เพราะครูสอนไม่ดี วิชาที่เรียนยากเกินไป หรือหลักสูตรไม่เหมาะสม บางคนอาจจะคิดว่าโรงเรียนนี้ไม่เหมาะกับลูกเป็นต้น  หากผลการเรียนของลูกไม่ดีขึ้น พ่อแม่เหล่านี้อาจจะขอพบครูใหญ่ ขอให้เปลี่ยนวิธีการสอน และขอทราบคุณสมบัติของครูที่สอนลูก

หากเด็กจีนสอบได้เกรด B (ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้น) สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือการดุด่า ระเบิดลง แม่จีนจะทนไม่ได้ จะไปหาแบบฝึกหัดเป็นสิบเป็นร้อยแบบ และจะจับลูกให้มานั่งทำแบบฝึกหัด นั่งเรียนจนกว่าลูกจะสอบได้เกรด A

พ่อแม่จีนสามารถสั่งลูกให้สอบได้  A เพราะเชื่อว่าลูกทำได้ หากลูกทำไม่ได้ พ่อแม่จีนจะคิดว่าที่ลูกทำไม่ได้เพราะลูกยังตั้งใจไม่พอ ยังทำงานไม่หนักพอ ดังนั้นหากลูกทำได้ไม่ดีพอจึงจะถูกลงโทษและทำให้ลูกรู้สึกละอายใจ พ่อแม่จีนเชื่อว่าลูกเขามีความเเข็งเเกร่งพอที่จะยอมรับความอับอายและพยายามปรับปรุงตัวเอง และหากลูกทำได้ดี พ่อแม่จีนก็ชมและยอลูกจนทำให้รู้สึกสึกดีมีค่าได้เหมือนกัน

อันดับที่สองคือ พ่อแม่จีนเชื่อว่าพวกเขามีบุญคุณกับลูก เรื่องนี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรม พ่อแม่จีนถือว่าพวกเขาเสียสละเพื่อลูก พ่อแม่ทำงานหนัก อบรมสั่งสอน ดังนั้นลูกต้องตอบแทนคุณด้วยการเชื่อฟังและทำให้พ่อแม่ภูมิใจ แต่ชาวตะวันตกไม่คิดเเบบชาวจีน สามีของเอมีบอกว่า เด็กๆเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เด็กไม่ได้เลือกที่จะเกิดมา พ่อแม่ต่างหากที่ทำให้ลูกเกิด ดังนั้นพ่อแม่ต้องรับผิดชอบและจัดหาสิ่งที่ลูกต้องการมาให้ลูก ลูกไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ ซึ่งเอมีไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

อันดับที่สามคือ พ่อแม่จีนเชื่อว่าพวกเขารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกและดังนั้นจะไม่ยอมให้ลูกทำสิ่งที่ชอบหากพวกเขาเห็นว่าไม่เหมาะสมและไม่มีประโยชน์ ดังนั้นลูกสาวคนจีนจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปค้างบ้านเพื่อน หรือมีเเฟน

พ่อแม่จีนเชื่อว่า ไม่มีอะไรดีไปหว่าการสร้างความมั่นใจจากการได้รู้ว่าเราสามารถทำสิ่งที่เราไม่ถนัดได้เป็นอย่างดี เอมีบอกว่าไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าพ่อแม่จีนไม่รักไม่ห่วงลูก เพราะพ่อแม่จีนก็รักลูกเหมือนพ่อแม่ทุกชาติทุกวัฒนธรรม พวกเขาจะยอมแลกและเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก เพียงแต่การเลี้ยงลูกแบบจีนนั้นแตกต่างจากการเลี้ยงลูกแบบอื่นเท่านั้นเอง

พ่อแม่ตะวันตกให้เกียรติและยอมรับความเป็นตัวของตัวเองของลูก และสนับสนุนให้ลูกทำสิ่งที่ตัวเองชอบ สนับสนุนทางเลือกของลูก และพยายามเสิรมแรงบวกและสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการของลูก ในทางกลับกัน คนจีนเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดที่เราจะปกป้องลูกได้คือเตรียมลูกให้พร้อมรับกับอนาคต ให้ลูกได้เห็นว่าลูกสามารถทำอะไรได้บ้าง และเตรียมทักษะให้ลูกพร้อมเผชิญกับปัญหา และมีวินัยในการทำงาน มัความมั่นใจที่ไม่มีใครจะทำให้สั่นคลอนได้

——

อ่านบทความของเอมีที่แม่แอ๋วเรียบเรียงมาให้แล้วคิดเห็นอย่างไรกันบ้างคะ แม่แอ๋วเองก็มีความเป็นแม่เสืออยู่เหมือนกัน แต่อะไรที่มันหนักไปก็คงจะไม่ส่งผลดี หย่อนยานไปก็ไม่เป็นผลดี ความท้าทายคือ เราจะทำอย่างไรถึงจะหาทางสายกลางที่เราจะสอนลูกให้เเกร่ง พร้อมรับมือกับความสำบาก ประสบความสำเร็จในการเรียนและชีวิตได้แบบไม่เสียความมั่นใจ

แม่เสือสุดโต่งเกินไปหรือไม่?

แม่ตะวันตกหย่อนยานไปหรือไม่?

แล้วตัวเราเป็นแบบแบบไหน แม่ตะวันตกหรือแม่เสือ?

เรียบเรียงจาก:

Why Chinese Mother Are Superior