เด็กปัญญาเลิศกับชีวิตในโรงเรียน

สวัสดีค่ะเพื่อนสมาชิก

บทความนี้เป็นบทความใกล้ตัวใกล้ใจของพ่อแม่ในชมรมครูพ่อแม่นะคะ เพราะเราทุกคนต่างมุ่งมั่นในการสร้างและเพิ่มศักยภาพให้กับลูกด้วยกันทั้งนั้น บทความนี้ แม่แอ๋วเรียบเรียงมาจากบทความของ  มิราคา โกรสค่ะ (อ่านต้นฉบับเบบเต็มๆได้ที่นี่ค่ะ) ซึ่งบทความนี้เกี่ยวกับเด็กเล็ก เด็กวัยเตาะเตาะ และเด็กเล็กที่มีพรสวรรค์ เป็นเด็กพิเศษในกลุ่มเด็กปัญญาเลิศในช่วงแรกของการเข้าโรงเรียนค่ะ

จากบทความของโกรส ได้กล่าวไว้ว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือเด็กที่มีพรสวรรค์มักมีปัญหาเวลาเข้าโรงเรียน เพราะได้รับการปฎิบัติที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการตัดเกรดที่ไม่ถูกต้อง หลักสูตรการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสม ครู และตัวเด็กเองด้วย ปัญหาที่เกิดจากครูคือครูที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมให้รับมือกับเด็กปัญญาเลิศ ไม่มีสื่อหรือเครื่องมือการสอนที่ถูกต้องการในการแยกเด็กปัญญาเลิศจากเด็กเรียนเก่งทั่วไป หรือครูที่เพิกเฉยละเลยและไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กที่มีลักษณะพิเศษเหล่านี้

สำหรับปัญหาจากตัวเด็กเองนั้น เด็กบางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากเพื่อน จึงแอบซ่อนปกปิดความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง พ่อแม่เองก็รู้ดีว่าลูกของตัวเองนั้นเข้าข่ายเด็กปัญญาเลิศ อาจจะสังเกตุได้จากความสามารถในการพูด การเคลื่อนไหว การอ่านออกเขียนได้ การคิดคำนวนของลูก แต่พ่อแม่ไม่มีบทบาทในการจัดการหลักสูตรของโรงเรียน และการวางเเผนการเรียนรู้ในห้องเรียนของลูก ในบางกรณี พ่อแม่ได้แจ้งกับครูว่าลูกของตัวเองสามารถทำอะไรได้บาง ไม่ว่าจะเป็นอ่านได้ เขียนได้ คิดเลขได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้มักจะถูกละเลย หรือ ไม่เชื่อว่าเด็กจะทำอย่างนั้นได้จริงๆ
โกรสได้เล่าเรื่องเมื่อยังเป็นเด็กไว้ในบทความว่า  แม่ได้พาไปเดินที่สวนสาธารณะเป็นประจำ โกรสเห็นคนสวนกำลังดูแลเเปลงทิวลิปอยู่ เห็นเขาถอนหญ้า พรวนดิน รดน้ำ ทำจัดแปลงดอกไม้ให้เป็นระเบียบสวยงาม โกรสรู้สึกดีที่เห็นคนสวนทำเช่นนั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่โกรสไม่เข้าใจว่าทำไมคนสวนถึงทำเช่นนั้นคือ ในเเปลงทิวลิปจะมีดอกไม้บางดอกที่โตไวออกต้นออกตอกสูงกว่าดอกไม้อื่นๆในเเปลง คนสวนได้ตัดตอกไม้ดอกนั้นออกให้เหลือแต่ก้าน เพื่อทีดอกไม้ที่โตไวต้นนั้นจะได้มีความสูงเท่าๆกับดอกไม้ดอกอื่นในเเปลงเดียวกัน โกรสเลยถามแม่ของเขาว่า ทำไมคนสวนถึงทำเช่นนั้น แม่ตอบด้วยเสียงเศร้าๆว่า “เขาต้องการทำให้ดอกไม้มีขนาดเท่ากัน จะได้ดูเป็นระเบียบ แต่เม่คิดว่านี่ไม่ใช่วิธีการทำสวนที่ถูกต้อง”

โกรสเห็นด้วยกับแม่ของเขา เพราะนี่ไม่ใช้วิธีการทำสวน และสิ่งหนึ่งที่โกรสสังเกตุเห็นคือ พวกดอกไม้ที่โตเป็นพุ่มๆ หรือออกดอกรวมกันเป็นช่อๆ เช่นช่อกุหลาบ เถากุหลาบ ดอกไม้เหล่านั้นมีขนาดแตกต่างกันออกไป คนสวนก็ทำอะไรมากไม่ได้ ก็ปล่อยให้มันออกดอกออกช่อไปตามธรรมชาติ แต่ดอกไม้ดอกเดี่ยว ต้นเดี่ยวนี่สิ กลับถูกตัดดอกออกไปเพราะมันจะได้ไม่ไปทำให้เเปลงดอกไม้ขาดระเบียบและความสวยงาม

โกรสได้เขียนไว้ในบทความว่า เขารู้สึกเศร้าเพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ได้เห็นครูทำการตัดขนาดของเด็กให้เป็นไปในทางเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กที่เรียนรู้ได้เร็วกว่าเพื่อน อาจจะมีหลายๆสาเหตุที่ทำให้ครูต้องทำแบบนั้น การเรียนการสอนอาจจะทำได้ง่ายกว่าถ้าเด็กเรียนรู้ไปในทิศทางเดียวกัน หรือเด็กปัญญาเลิศอาจจะทำให้ครูรำคาญ การสอนจะทำได้ง่ายหากเด็กๆเหมือนกันหมด และนี่เป็นสาเหตุให้เด็กปัญญาเลิศไม่อยากแสดงออกว่าตัวเขารู้อะไรบ้าง และพยายามปรับลดความสามารถของตัวเองลงให้เท่าเทียมกับเพื่อนๆ ในประเทศออสเตรเลีย การกระทำเช่นนี้มีศัพท์เฉพาะ และเรียกกันว่า การตัดดอกป๊อปปี้ (“cutting down the tall poppies”)

ศัพท์เฉพาะนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? บางคนเชื่อกันว่า มาจากนายพลท่านหนึ่งซึ่งพึ่งชนะศึกและได้จับหัวหน้าเผ่าไว้ได้ นายพลไม่รู้ว่าจะจัดการกับหัวหน้าเผ่าเหล่านี้ได้อย่างไรดี เขาไม่รู้ว่าจะจับไว้เป็นตัวประกัน หรือจะนำความรู้ความสามารถของพวกเขามาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ดี นายพลตัดสินใจไม่ได้ จึงได้ไปขอคำแนะนำจากพ่อซึ่งเป็นทหารผ่านศึกและรบชนะสงครามมามากมายหลายครั้ง พ่อนายพลไม่พูดอะไร แต่ได้พานายพลไปทุ่งป๊อปปี้ ไปถึงก็ไม่พูดไม่จา แต่ได้เอาไม้เท้าตวัดตัดต้นดอกป๊อปปี้ที่สูงกว่าต้นอื่นทิ้ง นายพลจึงได้กลับไปที่ฐานและสั่งประหารหัวหน้าเผ่าทั้งหมด

เด็กปัญญาเลิศหรือดอกป๊อปปี้น้อยของเรามีความเสี่ยงเมื่อเข้าโรงเรียน และเด็กที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือเด็กที่มีปัญญาเลิศมากเป็นพิเศษ จากบทความของโกรส สาเหตุคือครูทีขาดประสบการณ์และไม่สามารถแยกเด็กปัญญาเลิศจากเด็กธรรมดาได้ รวมทั้งตัวเด็กเองที่พยายามปกปิดความสามารถที่แท้จริงของเขาไม่ให้ครูและเพื่อนรู้ และส่งผลให้เด็กพวกนี้มีผลการเรียนตกต่ำ และทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น และวิธีที่จะช่วยดอกป๊อปปี้น้อยของเราได้คือ การมีครูที่ได้รับการฝีกฝนและรู้จักวิธีดูแลและดึงเอาความสามารถที่แท้จริงของเด็กออกมา การมีข้อสอบ หลักการสอน หรือการประเมิณผลที่ถูกต้องเหมาะสมกับความสามารถของเด็กปัญญาเลิศ และพ่อแม่ที่ให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของดอกป๊อปปี้ของพวกเขา

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อ่านแล้วรู้สึกเป็นห่วงดอกป๊อปปี้ของเรากันบ้างหรือเปล่า เราจะทำอย่างไรดีถึงจะช่วยให้ดอกป๊อปปี้ของเราไม่ไโดนตัดทิ้ง?

ที่มา: Small poppies: Highly gifted children in the early years (คลิกเพื่ออ่านบทความต้นฉบับ)