การสะกดคำภาษาอังกฤษเบื้องต้น 1 – ทำความรู้จักกับโฟโนแกรม

Phonograms คืออะไร มันก็คือตัวอักษรหรือชุดตัวอักษรที่เป็นลัญลักษณ์ของเสียง เช่น

  • ck เป็นโฟโนเเกรมของ /k/ เช่นในคำว่า click
  • s เป็นโฟโนเเกรมของ /s/ ในคำว่า sit หรือเสียง /z/ ในคำว่า has
  • oy เป็นโฟโนเเกรมของ /oi/ ในคำว่า boy

นี่คือรายการของโฟโนเเกรมทั้งหมดในภาษอังกฤษแบบอเมริกัน แบบบริทิชไม่รู้น๊าเพราะแม่แอ๋วไม่ถนัดสำเนียงนั้นค่ะ

โฟโนแกรมช่วยให้เด็กสะกดคำได้อย่างไร

ในการสอนสะกดคำนั้น  เสียงแต่ละเสียงในคำแต่ละคำจะแทนได้โฟโนแกรมค่ะ  เช่นคำว่า cat เวลาแยกเป็นเสียง เราจะได้ยินเสียง 3 เสียงคือ /k/ /ae/ /t/  แต่ละเสียงจะมีโฟโนแกรมของมัน และคำว่าแคทก็เลยเขียนได้ว่า cat   บางคนอาจจะบอกว่า ชั้นให้ลูกท่อง ซี เอ ที แคท ไม่ง่ายกว่าเหรอ  คำตอบคืออาจะง่ายแต่คำสั้นๆพวกนี้ค่ะ ลองคิดดูสิว่า ต่อไปถ้าลูกต้องสะกดคำว่า “Succedaneum “ จะท่องยังไงไหว ยาวเชียวค่ะ ดังนั้นเขาเลยใช้โฟโนแกรมแทนเสียงและนำมาสอนสะกดอีกที  สำหรับเด็กสองภาษา เด็กที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หรือพ่อแม่ที่ต้องการสอนให้ลูกอ่านและเขียนภาษาอังกฤษคล่อง การทำความเข้าใจโฟโนแกรมจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ  แม่แอ๋วเองก็ศึกษาอยู่เหมือนกัน เลยนำที่ได้ศึกษามาแชร์ให้อ่านกัน เพราะถือว่าก่อนจะสอนอะไรให้ลูก พ่อแม่ต้องเรียนล้ำหน้าลูกไป 2-3 สะเต็บค่ะ

มาดูตัวอย่างกันค่ะ

  • คำว่า big  มี 3 เสียง (/b/–/ĭ/–/g/) และ 3 โฟโนแกรม (b, i, g).
  • คำว่า bridge มี 4 เสียง (/b/–/r/–/ĭ/–/j/) ดังนั้นจึงมี 4 โฟโนแกรม (b, r, i, dge).
  • คำว่า high มี 2 เสียง (/h/–/ī/) ดังนั้นคำนี้จึงมี 2 โฟโนแกรม (h, igh).

จากตัวอย่างข้างบนจะเห็นว่าจำนวนของตัวอักษรในคำจะไม่เท่ากับเสียงเสมอไป เพราะอะไร? สาเหตุคือโฟโนแกรมบางเสียงนั้ยประกอบไปด้วยอักษรหลายตัวนั่นเองค่ะ  เสียง 1 เสียงแทนด้วย 1 โฟโนแกรม แต่ โฟโนแกรมอันนั้นอาจจะเขียนด้วยอักษรมากกว่า 1 ตัว
ทำไมต้องสอนโฟโนแกรมด้วย

ถ้าเด็กรู้จักเสียงและรู้จักโฟโนแกรมที่แทนเสียงเหล่านั้น เด็กจะสะกดคำได้ง่ายและได้ถูกต้อง ถ้าเด็กรู้ว่า เสียง /j/ ที่ตามหลังสระเสียงสั้นจะแทนด้วยโฟโนแกรม dge เด็กจะสะกดคำได้ถูกต้องคือ bridge  เด็กไม่จำเป็นต้องท่อง b-r-i-d-g-e  แทนที่จะท่องแบบนั้นก็หันมาจำโฟโนแกรมคือเสียงแต่ละเสียงแทนด้วยโฟโนแกรมนั่นเอง

ขั้นตอนการสอนโฟโนแกรม

การใช้บัตรคำโฟโนแกรมจะช่วยให้เด็กจำเสียงและจำโฟโนแกรมได้ง่ายขึ้น ด้านหน้าของบัตรคำ จะเป็นสัญลักษณ์ของโฟโนแกรม ส่วนด้านหลังเป็นข้อมูลสำหรับครูหรือพ่อแม่ เช่นบัตร a เด็กจะเห็นด้านหน้าเป็น a ด้านหลังเราจะเห็นว่า a แทนเสียง แอ –ant, เอ –acorn, ออ –water

  1. ก่อนอื่นเรามาทดสอบก่อนว่าเด็กรู้จักโฟโนแกรมตัวไหนบ้างแล้ว โดยเด็กที่เรียนโฟนิคส์มาก่อนจะได้เปรียบเด็กที่ยังไม่เคยเรียน เพราะเสียงหลายๆตัวมันเหมือนๆกันค่ะ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานานที่สุด และเด็กต้องแม่นเสียงก่อนที่เราจะข้ามขั้นไปสอนสะกดคำ  วิธีสอนคือให้เด็กดูบัตรคำและให้ออกเสียง ถ้าออกเสียงถูกต้อง ครบทุกเสียงของโฟโนแกรมแต่ละตัว ก็แสดงว่าผ่าน ถ้าเด็กตอบไม่ได้ เราก็ออกเสียงให้ฟัง และแยกบัตรคำนั้นไปไว้ในส่วนที่เราต้องสอนเพิ่มเติม อันไหนลูกออกเสียงได้แล้วก็ย้ายไปอยู่ในส่วนที่ลูกรู้แล้ว ไม่ต้องสอนเพิ่ม
  2. สอนทีละ 3-4 คำ โดยใช้ขั้นตอนดังนี้
  • ให้ดูบัตรโฟโนแกรม
  • ออกเสียงให้เด็กฟัง
  • ให้เด็กทำเสียงตาม

หลังจากสอนไปแล้วหลายๆรอบ ลองดูว่าเด็กจะอ่านออกเสียงได้เองโดยที่ไม่ต้องคอยบอกหรือไม่ เป้าหมายคือการที่เด็กได้เห็นบัตรแล้วออกเสียงได้เองแบบไม่ต้องหยุดคิด

หมั่นทบทวนบ่อยๆนะคะ หลังจากเด็กจำเสียงได้แล้วก็อย่าปล่อยให้เด็กลืมค่ะ ต้องหมั่นหยิบออกมารีวิวบ่อยๆ ลูกจะได้จำได้แม่นๆค่ะ
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสอนนานค่ะ แต่คุ้มค่ามาก เพราะถ้าเด็กออกเสียงได้แม่น จำการ์ดได้ทุกไป ต่อไปการเรียนสะกดคำจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กและสำหรับคนสอน เพราะเราเองก็เรียนไปพร้อมๆลูกนั่นเองค่ะ

โอกาสหน้าจะเอาการ์ดมาแชร์ และจะทำเสียงโฟโนแกรมให้ค่ะ จะได้นำไปใช้สอนเด็กๆสะกดคำได้อย่างถูกต้องและด้วยความมั่นใจ

ที่มา: http://allaboutlearningpress.net/go.php?id=726

อ่านบทความต่อ