วิธีการเสริมพัฒนาการด้านการเข้าสังคมให้แก่ลูกน้อย

พัฒนาการด้านการเข้าสังคมและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นถือเป็นหัวใจพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาการของเด็ก นักวิจัยได้กำหนดช่วงเวลาสำคัญและเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมของเด็กไว้ และช่วงอายุนั้นคือ แรกเกิดไปจนถึง 6 ขวบ  ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กๆอยู่กับผู้ใหญ่ตลอดและนี่แสดงให้เห็นว่าเด็กต้องอาศัยพ่อแม่ ผู้ใหญ่ ครู และผู้ปกครองในการช่วยพวกเขาให้รู้จักการแสดงออกและควบคุมทางอารมณ์ของตนเองได้อย่างถูกต้อง

การเสริมพัฒนาการด้านการเข้าสังคมให้เด็กนั้นอาศัยเวลา ใช่ว่าเราจะทำไปแค่เดือนสองเดือนแล้วจะเห็นผล หรือทำแค่นี้ก็พอ การเสริมพัฒนาการด้านนี้ต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอและอาศัยระยะเวลาให้ค่อยๆช่วยหล่อหลอมให้เด็กรู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและควบคุมอารมณ์และแสดงความรู้สึกของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่ พ่อแม่ และบุคคลากรที่ทำงานกับเด็กควรอาศัยกิจกรรมที่ทำร่วมกันในชีวิตประจำวันเป็นช่องทางในการช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเด็ก สอนให้เด็กรู้จักอารมณ์ของตนเอง และวิธีรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นได้ นี่คือเทคนิคที่คุณสามารถลองนำไปปรับใช้เพื่อเน้นพัฒนาด้านอารมร์และการเข้าสังคมของเด็ก

เทคนิคการเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ความรู้สึกให้แก่เด็ก

  • การจัด กิจวัติการเข้านอน เวลานอนถือเป็นเวลาพักผ่อนที่สำคัญของเด็ก หากพ่อแม่ทำเป็นกิจวัติ มีตางรางที่แน่นอนว่าในแต่ละคืนนั้นต้องทำอะไรก่อนเข้านอน จะช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละคืน เด็กจะเกิดความเคยชิน และกิจวัติก่อนนอนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการช่ายปรอบโยนและทำให้เด็กผ่อนคลายจากกิจกรรมในเวลากลางวันและพร้อมที่จะเข้านอนในเวลากลางคืน
  • ให้โอกาสลูกได้ช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารด้วยตนเอง แต่งตัวเอง ใส่รองเท้าถุงเท้าเอง  ฯลฯกิจกรรมง่ายๆเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาทำได้ เขามีความสามารถและมีความมั่นใจ นอกจากนี้กิจกรรมธรรมดาๆพวกนี้ยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ให้กับเด็กๆอีกด้วย
  • ตั้งใจฟังสิ่งที่ด็กเล่า เคยไหมที่เด็กพยายามจะเล่าอะไรให้ฟังแล้วเราไม่ได้ตั้งใจฟัง ตามองทีวี มือถือโทรศัพท์ หรือทำอย่างอื่นอยู่ เมื่อเด็กต้องการพูดกับเราหรืออยากเล่าอะไรให้เราฟัง ให้หยุดสิ่งที่เราทำ แล้วตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกพูด การทำเช่นนี้จะทำให้เด็กรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดสำคัญ มีคนสนใจสิ่งที่เขาพูด และต่อไปพอมีอะไรอยากเล่า เขาจะเล่าให้คุณฟังอย่างเต็มใจ  หากคุณละเลยจุดนี้ไป วันข้างหน้าคุณอาจจะสงสัยว่า ทำไมลูกไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย สาเหตุที่เขาไม่เล่าเพราะเล่าแล้วไม่มีใครฟังหรือไม่มีใครได้ยินเขานั่นเอง
  • สนับสนุนความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ถ้าเขาถามจงตอบ ไม่ว่าคำถามนั้นจะเป็นคำถามซ้ำๆเดิมๆ ก็ตาม เด็กๆเรียนรู้จากผู้ใหญ่ และมักมีคำถามมาถามเราอยู่เสมอ ตอบคำถามด้วยความเต็มใจ หรือหากเด็กถามแล้วเราไม่มีคำตอบให้ก็ชวนเด็กหาคำตอบด้วยกันผ่านหนังสือ หรือการค้นข้อมูลเพิ่มจากอินเตอร์เน็ทเป็นต้น
  • พ่อแม่คือของเล่นชั้นดีของลูก เด็กนั่งเล่นกับของเล่นมักจะไม่ค่อยหัวเราะเสียงดัง แต่ทันทีที่เขาเล่นกับพ่อแม่ คุณมักจะได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความสนุกสนานอยู่เสมอ ของเล่นแพงๆช่วยให้เด็กเพลิดเพลินได้เพียงชั่วขณะ แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองคือของเล่นที่จะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับเด็กได้อย่างแท้จริง
  • สร้างทักษะการแก้ไขปัญหาให้เด็กผ่านการอ่านหนังสือด้วยกัน  เมื่อคุณอ่านหนังสือกับลูก จงหมั่นถามความคิดเห็นของเขา เช่น “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นนะ” “ถ้าเป็นหนู หนูจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้” การให้เด็กได้ลองคิด จะช่วยฝึกทักษะการรู้จักคิดวิเคราะห์และหาวิธีแก้ปัญหา
  • พูดไปทำไป ช่วยให้เด็กจดจำวิธีการทำกิจกรรมนั้นๆได้โดยคุณอธิบายและพูดถึงวิธีทำเมื่อคุณทำกิจกรรมนั้นอยู่ ซึ่งก็คือทำไปด้วยคุยและอธิบายไปด้วยนั่นเอง วิธีการแบบนี้ถือเป็นการสอนให้เด็กรู้จักคุยกับตนเอง  เป็นเหมือนกับการช่วยให้เด็กรู้ว่าบางทีการคุยกับตัวเองก็ถือเป็นการทบทวนควรจำที่ดีอีกแบบหนึ่ง
  • ความรู้สึกทุกประเภทมีชื่อเรียก ปล่อยให้เด็กได้รู้สึกโกรธ โมโห เสียใจ และเศร้าใจเสียบ้าง และบอกเด็กว่าความรู้สึกที่เด็กรู้สึกอยู่นั้นเรียกว่าอะไร สอนให้เด็กบอกเราว่าเด็กกำลังรู้สึกแบบนั้นอยู่ คุณอาจแนะนำวิธีที่จะช่วยให้เด็กรู้จักจัดการกับอารมณ์นั้น เช่น “หนูกำลังโกรธอยู่ใช่ไหมคะ ลองหายใจเข้าออกลึกๆ 3 ครั้งดูคะ ทำแบบนี้แล้วหนูจะรู้สึกดีขึ้น”
  • คุณควรดูแลตนเองให้ดี หากคุณเหนื่อย เครียด เศร้า คุณคงไม่สามารถรับมือกับเด็กได้ และไม่สามารถสอนทักษะด้านการพัฒนาอารมณ์ให้เด็กได้ พักซักนิด ขอความช่วยเหลือกับคนรอบข้างที่ไว้ใจได้ เพื่อที่คุณจะได้พักผ่อน เมื่อคุณกลับมามีแรงสู้อีกครั้ง คุณจะเป็นพ่อแม่และครูที่ดีขึ้น