กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 3 : พื้นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (Temperament)

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมลูกของเราถึงนอนยาก กินยาก ร้องไห้บ่อยจังเลย แล้วหันไปมองลูกของเพื่อน ทำไมถึงนั่งนิ่ง กินง่าย นอนง่าย ว่าง่ายจังเลย ลูกเราเลี้ยงยากแบบนี้ผิดปกติหรือเปล่านะ… วันนี้หวังว่าบทความเรื่องนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด (Temperament) จะช่วยให้พ่อแม่ ครู และผู้ปกครองเข้าใจพื้นฐานนิสัยของเด็กมากยิ่งขึ้น และหลังจากท่านอ่านบทความนี้จบแล้ว ผู้เขียนหวังว่าท่านจะมองลูกหลานด้วยเลนส์ที่เป็นบวกและเข้าใจว่าเขาทำพฤติกรรมแบบนั้นเป็นเพราะอะไร และเราจะช่วยเหลือเด็กซนๆของเราให้เป็นเด็กน่ารักขึ้นได้อย่างไรบ้าง

พื้นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดคืออะไร

พื้นนิสัย (Temperament) คือลักษณะและรูปแบบทางอารมณ์ของการตอบรับต่อสถานการณ์และสิ่งเร้าต่างๆ พื้นนิสัยเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด พื้นนิสัยไม่ใช่ตัวกำหนดว่าคนคนนั้นทำอะไร แต่เป็นวิธีการที่คนคนนั้นใช้ในการกระทำและการแสดงออกของพฤติกรรม  พื้นนิสัยนี้จะติดตัวเราไปจนตาย ไม่สามารถยกเลิกหรือกำจัดออกไปได้ และเป็นพื้นฐานในการหล่อหลอมบุคลิกภาพของคนคนหนึ่ง  ถ้าเราจะเทียบบุคลิกภาพของคนเป็นขนมเค้กชิ้นหนึ่ง พื้นฐานนิสัยเปรียบเสมือนเค้ก 1 เสี้ยวของบุคคลิกภาพของคนคนนั้น

พื้นฐานนิสัยมีความมั่นคง นักวิจัยกล่าวว่า พื้นฐานนิสัยของเด็กวัยทารก จะเหมือนกันกับพื้นฐานนิสัยเมื่อเด็กอายุได้ 7 ขวบ และพื้นฐานนิสัยเมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบ จะเหมือนกับรูปแบบบุคลิกภาพของเด็กเมื่อเด็กโตขึ้นและอายุได้ 18 และ 21 ปี จะเห็นว่าพื้นฐานนิสัยเกี่ยวโยงกันไปจนตาย ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ แต่เราปรับเปลี่ยนได้หากได้รับการเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่และด้วยความเข้าใจจากพ่อแม่

พื้นฐานนิสัยเกิดขึ้นได้อย่างไร

การถ่ายทอดทางพันธุกรรม: เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูก พื้นฐานนิสัยของวัยทารกมีความสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันกับบุคลิกภาพในวัยเด็กของคนคนหนึ่ง

การเลี้ยงดูของพ่อแม่ : พื้นฐานนิสัยถึงแม้จะกำจัดออกไปไม่ได้ แต่ปรับหรือเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่มีพื้นฐานนิสัยเป็นคนขี้อาย เมื่อโตขึ้นก็จะยังเป็นคนขี้อายอยู่ แต่หากได้รับการสนับสนุนให้กล้าแสดงออก เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะกล้าพูดกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น แต่ถามว่ายังอายอยู่ไหม อายนะ แต่กล้าทำเพราะได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู

วัฒนธรรม : คนในแต่ละวัฒนธรรมก็มีบุคลิกแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่นในแถบเอเชียของเรา เน้นให้คนสงบเสงี่ยม เด็กๆมักไม่ค่อยถูกผลักดันให้พูด แสดงความคิดเห็น หรือแสดงออกมากนัก และสังคมเล็งเห็นว่าเด็กสงบเรียบร้อยคือเด็กมารยาทดี แต่ในขณะเดียวกัน สังคมตะวันตก เน้นให้ผู้คนกล้าแสดงออก กล้าพูด และกล้าแสดงความคิดเห็น คนขี้อายไม่ค่อยมีคนเห็นค่าเท่าคนกล้าแสดงความคิดเห็น

จากงานวิจัยของสเตลล่า โธมัส และ อเล็กซานเดอร์ เชส ได้กำหนบุคลิกของคนออกเป็น 9 ประเภท ดังต่อไปนี้

  1. ความไวต่อสิ่งกระตุ้น (Sensitivity ): เป็นความรุนแรงของการตอบรับสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส ฟัง เห็น ได้ยิน อุณภูมิ กลิ่น เด็กที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมักจะออกอาการไม่พอใจ หรือไม่ชอบเมื่อมีสิ่งกระตุ้นมากเกินไป เช่นเด็กบางคนไม่สามารถใส่ถุงเท้าที่มีขอบได้ หรือพอได้ยินเสียงดังๆแล้วงอแงเป็นต้น
  2. ระดับของการทำกิจกรรม (Activity Level) เป็นระดับของการกระทำ การเคลื่อนไหวด้วยกล้ามเนื้อทั่วๆไป เด็กที่แอคทีฟมักจะอยู่ไม่สุข วิ่งตลอดเวลา
  3. ความรุนแรงของการตอบสนอง (Intensity of Reaction) เป็นระดับพลังงานของการตอบสนอง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ เป็นวิธีการตอบสนองของเด็กต่อสิ่งเร้า เด็กที่ “intense” หรือตอบรับแบบรุนแรงมากๆมักจะเป็นเด็กที่เสียงดัง พฤติกรรมโอเวอร์เกินจริง หรือดราม่า แต่เด็กที่ไม่ “Intense” เท่าไหร่จะตรงกันข้าม จะเงียบๆ เรียบๆ ไม่ออกอาการมากนัก
  4. การเข้าถึงและการถอยตัว (Approach/Withdraw) เป็นการตอบรับขั้นแรกเมื่อเด็กได้พบผู้คนแปลกหน้า สิ่งของใหม่ๆ เป็นระดับความสบายใจของเด็กเมื่อต้องพบสิ่งใหม่ๆเหล่านี้  เด็กที่ Approaching จะกระตือรือร้นอยากค้นหา อยากรู้อยากเห็น และเล่นด้วยความสบายใจ หัวเราะ ยิ้ม  ส่วนเด็ก Withdraw จะมีพฤติกรรมตรงกันข้าม จะร้องไห้ งอแง และถอยหนี
  5. ความสม่ำเสมอ (Rhythmicity/Regularity): เป็นความคาดเดาได้ของกิจวัติ เด็กที่มีความสม่ำเสมอจะกิน นอน เลิกผ้าอ้อม แบบเป็นเวลา ปรับตัวเข้ากับตารางเวลาได้ง่าย เด็กที่ไม่สม่ำเสมอ จะเลี้ยงยาก กินยาก นอนยาก และปรับตัวให้เข้ากับกิจวัติได้ยากมาก
  6. การปรับตัว (Adaptability) : บุคลิคนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเด็กปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายแค่ไหน แสดงออกถึงความชอบและไม่ชอบใจเวลามีการปรับเปลี่อยตาราง หรือสภาพเวดล้อม
  7. สมาธิและความทนทาน (Persistence or Attention Span): เป็นตัวกำหนดเวลาที่เด็กใช้ทำกิจกรรม เป็นความสามารถที่เด็กทนทำกิจกรรมจนเสร็จ ไม่ยอมแพ้ ไม่เลิก เด็กที่อึดจะไม่ยอมแพ้ ในขณะที่เด็กที่สมาธิน้อยไม่อดทนจะนั่งทำกิจกรรมได้ไม่นาน
  8. อารมณ์ (Mood) เป็นบุคลิก ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ เป็นตัวกำหนดอารมณ์ว่าเด็กจะอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะง่าย เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เด็กที่อารมณ์เป็นไปในทางลบจะร้องไห้ งอแง และเข้ากับคนยาก
  9. ความไขว้เขว (Distractability) เป็นตัวกำหนดว่าเด็กวอกแวกได้ง่ายแค่ไหนเมื่อเด็กทำกิจกรรมหรือทำงานอยู่ สภาพแวดล้อมหรือสิ่งเร้ามีผลต่อสมาธิของเด็กหรือไม่ เด็กที่ไขว้เขวได้ง่ายจะอยู่ไม่นิ่ง นั่งทำงานได้ไม่นาน และเสียสมาธิเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นเขาในระหว่างที่เขาทำงานอยู่

การวัดพื้นนิสัย

การวัดพื้นนิสัยจะเหมือนกับการวัดระดับจากมากไปน้อย เหมือนลูกศรชี้ไปซ้ายขวา ถ้าไปขวาสุดคือมาก ถ้าไปซ้ายสุดคือน้อย  เด็กที่อยู่ประมาณกลางๆของลูกศร จะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับพื้นฐานนิสัยทั้ง 9 ประเภทนี้ แต่ว่าพื้นฐานนิสัยแต่ละประเภทจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปก็แล้วแต่พันธุกรรม การเลี้ยงดู และวัฒนธรรม  แต่สิ่งหนึ่งที่อยากขอบอกให้พ่อแม่ และครูได้ตะหนักคือพื้นฐานนิสัยนี้ไม่ได้บ่งบอกว่าเด็กจะเป็นเด็กดีหรือเด็กดื้อ ขอให้เข้าใจว่านั่นคือพื้นฐานนิสัยของเขา เป็นสิ่งที่ติดตัวเขาตั้งแต่เกิด  เขากำหนดไม่ได้ เขามีพฤติกรรมแบบนั้นเพราะยีนส์กำหนดมาให้เป็นแบบนั้น และเด็กที่ไปซ้ายสุดหรือขวาสุดจะเป็นเด็กที่เลี้ยงยากนั่นเอง หน้าที่ของเราคือต้องรู้ว่าเขาเป็นเด็กประเภทไหน และพยายามหาสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นที่เป็นต้นเหตุให้เขามีพฤติกรรมเช่นนั้น แล้วกำจัดสิ่งเร้านั้นไปซะ  เช่นเด็กนั่งทำการบ้านในห้องนั่งเล่น คุณพ่อเปิดทีวีเสียงดัง เด็กที่วอกแวกได้ง่ายจะไม่มีสมาธิทำงาน เราก็กำจัดสิ่งเร้าด้วยการให้พ่อปิดทีวี หรือย้ายเขาไปทำการบ้านอยู่อีกห้องหนึ่งเป็นต้น  อีกตัวอย่างคือเด็กขี้อายที่เป็นแนว Withdraw ถ้าหากเราไปผลักดันให้เขาพูดหน้าชั้น เด็กพวกนี้จะเกิดความเครียด เพราะเขาถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ยีนส์กำหนดมา ดังนั้นเราต้องค่อยปรับค่อยๆสนับสนุนให้เขามีความมั่นใจก่อนที่จะผลักดันให้เขาออกไปพูดหน้าห้อง

พื้นฐานนิสัยจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักคือ ง่าย (Easy) ยาก(Difficult)  และอุ่นช้า  (Slow to Warm ) แปลยากค่ะ ขอทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษเลยนะคะ

  • เด็กเลี้ยงง่ายหรือ Easy Child จะอยู่ประมาณ 40% ของเด็กทั้งหมด เป็นเด็กที่อารมณ์และการตอบรับต่อสิ่งเร้าเป็นไปในแบบกลางๆ ส่วนใหญ่จะตอบรับไปในทางที่ดี รับการเปลี่ยนแปลงได้ดี ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ง่าย  กิน นอนเป็นเวลา รับประทานอาหารง่าย ไม่เลือกมาก ยิ้มหัวเราะเมื่อเจอคนแปลกหน้า และไม่ค่อยงอแงเท่าไหร่นัก
  • เด็กเลี้ยงยาก หรือ Difficult Child จะมีอยู่ประมาณ 10% ของเด็กทั้งหมด เป็นเด็กที่มีอารมณ์ตอบรับต่อสิ่งเร้าค่อนข้างรุนแรง ส่วนใหญ่มักไปในทางลบ ร้องให้เสียงดังและยังหัวเราะเสียงดังอีกด้วย ไม่ชอบความแปลกใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง กินนอน ไม่เป็นเวลา ไม่อยากลองชิมอาหารแปลกๆใหม่ มักไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ช้า และหากมีสิ่งที่ไม่ชอบไม่ถูกใจ จะโวยวาย ร้องให้ งอแง
  • เด็กแบบอุ่นช้า (Slow to Warm) จะมีอยู่ประมาณ 15% ของเด็กทั่วไป เป็นเด็กที่มีอารมณ์ตอบรับต่อสิ่งเร้ารุนแรงกว่าเด็กเลี้ยงง่าย แต่ไม่รุนแรงเท่าเด็กเลี้ยงยาก ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆได้ช้า กินนอนเป็นเวลากว่าเด็กเลี้ยงยาก แต่ยังไม่ง่ายเท่ากับเด็กเลี้ยงง่าย ปรับตัวเข้ากับสิ่งเร้าได้ช้า คือทำอะไรๆจะช้ากว่าเด็กเลี้ยงง่าย แต่ยังคงปรับตัวได้ง่ายกว่าเด็กเลี้ยงยากอยู่

วิธีการตอบรับกับเด็กทุกประเภท : Goodness of Fit

Goodness of Fit คือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละประเภท ความคาดหวังจากผู้เลี้ยงดูต้องเหมาะกับพื้นนิสัยของเด็ก หากผู้ดูแลเด็กคาดหวังในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับพื้นนิสัย จะทำให้เด็กเกิดความเครียด และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ช้า หรือไม่ได้เลย และเขาจะรู้สึกไม่ปลอดภัยและคิดว่าตนเองไม่ปกติก ผิดแปลกไปจากคนอื่น

  • ตัวอย่างเช่น เด็กประเภทอยู่ไม่นิ่ง หากผู้ดูแลคาดหวังให้เขานั่งนิ่งๆเป็นเวลานาน ก็จะเกิดปัญหา เพราะโดยธรรมชาติของเด็ก เขาชอบวิ่ง ชอบเดิน แต่ถูกกำหนดให้นั่งนิ่งเป็นเวลานาน เด็กจะต่อต้านหรือเรียนรู้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร
  • อีกกรณีหนึ่งคือเด็กประเภทอุ่นช้า หรือ Slow to warm ถูกผลักดันให้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เด็กประเภทนี้ปรับตัวได้ช้า อาศัยเวลานานกว่าจะคุ้นเคยกับสิ่งรอบตัว หากถูกคาดหวังจากผู้ดูแลให้ทำสิ่งใหม่ๆ ลองสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เด็กจะท้อ รู้สึกไม่มั่นใจ และคิดว่าเขาเป็นคนไม่มีความสามารถ
  • และตัวอย่างสุดท้ายคือเด็กประเภททนทาน (Persistence ) ซึ่งเป็นเด็กที่ไม่ยอมแพ้ แต่ผู้ดูแลกลับกำหนดและจำกัดเวลาในการทำกิจกรรมที่เขาชอบ ปัญหาก็จะเกิดขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมและความคาดหวังอันไม่ลงตัวกันระหว่างพื้นฐานนิสัยของเด็กความคาดหวังของพ่อแม่ ครู และผู้ดูแล

พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องมองเด็กอย่างเข้าใจ และต้องรู้จักพื้นฐานนิสัยของเด็ก และความคาดหวังของเราต้องตรงกับพื้นฐานนิสัยของเขา อย่าพลักดันให้เข้าทำในสิ่งที่เขายังไม่พร้อม ค่อยๆอาศัยความอ่อนโยนในการช่วยให้เขาค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องดูที่ตัวเราด้วยว่าเราคาดหวังอะไรจากลูกมากเกินไปหรือไม่

พ่อแม่ไม่ควรลืมว่า ตัวคุณเองก็มีพื้นฐานนิสัยเหมือนกัน หากคุณมีพื้นฐานนิสัยเดียวกับลูก คุณจะเข้าใจเขามากขึ้น และรู้ว่าทำไมเขาถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ในขณะเดียวกัน หากคุณมีพื้นฐานนิสัยต่างกัน ให้คำนึงถึง Goodness of  Fit และพยายามปรับมุมมองของคุณเสียใหม่ มองลูกในทางบวก และช่วยกำจัดสิ่งเร้าเพื่อที่เขาจะเติบโตมาเป็นเด็กที่มีความสุขและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆต่อไป

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็ก Difficult หรือ Slow to Warm อย่าให้นึกถึงพื้นฐานนิสัยเป็นอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวาง คุณควรทำความเข้าใจกับพื้นฐานนิสัยของเขาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพฤติกรรมของลูก เราควรยอมรับพื้นฐานนิสัยของเขาและรักเขาในอย่างที่เขาเป็นแทนที่จะพยายามเปลี่ยนลูกให้เป็นในสิ่งที่เขาไม่อยากเป็น หรือให้เป็นในอย่างที่สังคมหรือใครๆว่าดี ลูกเป็นคน เขามีเอกลักษณ์ของเขา มีพื้นฐานนิสัยของเขา หน้าที่เราคือเข้าใจและหาวิธีรับมือกับเขาอย่างถูกต้องค่ะ

พื้นฐานนิสัยกับความสัมพันธ์ (Temperament & Attachment)

พื้นฐานนิสัยและประเภทของความสัมพันธ์มีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่พื้นฐานนิสัยไม่ใช่ตัวกำหนดพฤติกรรมของเด็กในสถานการณ์แปลกหน้าหรือ Strange Situation พื้นฐานนิสัยและความสัมพันธ์มีความเกี่ยวเนื่องกันดังต่อไปนี้

  1. ความเข้ากันได้ของพื้นฐานนิสัยของพ่อแม่และเด็ก หากเข้ากัน ความสัมพันธ์ก็จะสร้างได้ง่าย พ่อแม่เข้าใจลูกและรู้ว่าทำไมเขาถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น หากไม่เข้ากันหรือไม่ถูกกัน ก็จะเกิดความท้าทายในการเลี้ยงดู
  2. พื้นฐานนิสัยของเด็กอาจจะมีผลกระทบต่อการเลี้ยงดู ลองนึกดู หากลูกเป็นเด็กเลี้ยงยาก ร้องไห้บ่อยๆ กินยาก นอนยาก งอแง พฤติกรรมเหล่านี้อาจจะทำให้ผู้ดูแลเหนื่อยและไม่สามารถตอบรับต่อความต้องการของลูกได้อย่างสม่ำเสมอ
  3. ความอ่อนไหว อ่อนโยน และความเข้าใจ และความสัมพันธ์ มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพื้นฐานนิสัยของเด็ก และข้อนี้เป็น Goodness of Fit ความคาดหวังจากพ่อแม่ต้องเหมาะกับลักษณะพื้นนิสัยของลูก เช่นเด็ก Slow to Warm นั้นพ่อแม่ต้องเข้าใจว่ากว่าเขาจะปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆนั้นใช้เวลานาน หากพ่อแม่ที่เข้าใจจะไม่เร่งรัดเขา จะให้เขาใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการทำความคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ และคอยให้การสนับสนุนเมื่อลูกต้องการ

สุดท้ายขอฝากไว้ว่า พื้นฐานนิสัยอาจจะเป็นสิ่งที่ติดตัวลูกมาแต่เกิด แต่หากได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ ลูกก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ Goodness of Fit สำคัญมากเหลือเกิน ความคาดหวังของเราต้องเหมาะกับอายุและพื้นนิสัยของลูก จงมองเขาด้วยเลนส์ที่เป็นบวก เข้าใจว่าเขาทำพฤติกรรมแบบนั้นเพราะอะไร และกำจัดสิ่งเร้านั้นไปซะเพื่อที่เขาจะได้ปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น และเมื่อเราเข้าใจพื้นฐานนิสัยของลูกแล้ว เราก็จะรับมือและเลี้ยงดูเขาได้เป็นอย่างดีค่ะ

อ้างอิง

Lecture by Prof. Angela Rosati – Sheridan College

Child: From Birth to Adolescence โดย  Gabriela Martorell และ Richard Kruk