กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 2: การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก (Attachment)

การดูแลเด็กให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จนั้น ผู้ดูแล (จะขอแทนด้วย “แม่” แต่ผู้ดูแลอาจจะเป็นได้ทั้ง พ่อ ครู ญาติ พี่เลี้ยง) ควรจะทำความเข้าใจกับหัวใจสำคัญทั้ง 4 อย่าง ได้แก่ การพัฒนาของสมอง การสร้างความผูกพันธ์ (Attachment) อุปนิสัย (Temperament) และ การรู้จักควบคุมตนเอง (Self-regulation) ทั้ง 4 อย่างนี้ทำงานร่วมกันและมีความสอดคล้องกัน

บทความฉบับนี้ขอนำเสนอการสร้างความผูกพันธ์ระหว่างแม่และลูก เรียบเรียงมาจากสื่อวิชาการ ตำราเรียน และเป็น “วิทยาศาสตร์” ไม่ใช่บทความประเภท “เขาว่าดีเลยขอทำมั่ง” ขอเชิญแม่ๆทั้งหลายให้อ่าน และหวังว่าเมื่อแม่อ่านบทความนี้จบแล้วจะจุดประกายให้คุณอยากศึกษาเรื่องนี้ต่อด้วยตนเอง และหันไปใช้เวลาคุณภาพกับลูกมากขึ้น

ความสัมพันธ์คืออะไร

การสร้างความสัมพันธ์ หรือ Attachment คือขบวนการสร้างความผูกพันธ์ทางด้านจิตใจระหว่างเด็กทารกกับผู้ดูแล (ขอแทนด้วย แม่) เป็นความผูกพันธ์ ผูกมัด และการเชื่อมต่อกันทางด้านจิตใจ  Attachment หรือความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ระหว่างเด็กทารกกับผู้แดแลที่ให้เวลาเอาใจใส่กับเขามากที่สุด ความผูกพันธ์เกิดขึ้นได้ในเวลา 0-1 ปีของชีวิต เป็นผลิตผลของการดูแลลูกแบบไม่เหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลา 1 ปีแรกของชีวิตลูก  ความผูกพันธ์เกิดขึ้นจากปฎิกริยาโต้ตอบของทั้งสองฝ่าย (Serve and Return) ทั้งแม่และลูกต่างก็มีส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ด้วยกันทั้งคู่ และความสันพันธ์เป็นได้ทั้งความสันพันธ์ที่มั่งคง (Secure Attachment) และความสันพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Insecure Attachment) ความสัมพันธ์ไม่ได้วัดจากเวลาที่อยู่กับลูก แต่เป็นเวลาที่เราเล่น พูดคุย และมีปฎิกิริยาโต้ตอบกับเขา หากเราอยู่กับเขาทั้งวัน แต่มือหนึ่งเล่นไอเเผด อีกมีหนึ่งอัพเฟสบุค คุยไลน์ แบบนี้ไม่ถือว่าเราใช้เวลาคุณภาพกับลูก

ความเป็นมาของความสัมพันธ์

งานวิจัยวิชาการแนะนำว่าคนเราเกิดมาด้วยลักษณะทางชีวิภาพให้สร้างความสัมพันธ์กับผู้ดูแล เป็นวิวัฒนาการของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด (Survival instinct) หากไม่มีการสร้างความสัมพันธ์ เราก็จะไม่เติบโตและไม่สามารถอาศัยอยู่ในโลกนี้ได้ จะตายและสูญพันธุ์ไปในที่สุด  จากงานวิจัยเหล่านี้ เราจะเห็นว่าเด็กทารกเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือครบชุดเพื่อต่อสู้ให้อยู่รอดในโลกนี้ เด็กเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นแก้มยุ้ยๆอันน่ารัก นิ้วมือที่หุบรับนิ้วของผู้ดูแลเมื่อเราเอานิ้วไปไว้ใกล้ๆให้เขาจับ  เด็กเกิดมาแบบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่สภาพร่างกาย หน้าตา และรีเฟล็กซ์ต่างๆทำให้ผู้ใหญ่อยากรัก อยากถนุนอม อยากดูแล หากเรามองย้อนอดีต จะเห็นว่าทั้งมนุษย์และสัตว์ที่เกิดมาแล้วและได้อยู่ใกล้หรือดูแลโดยพ่อแม่ จะมีโอกาศในการอยู่รอดสูงกว่าสัตว์ที่เกิดมาและอยู่แบบโดดเดี่ยว

การพัฒนาของความสัมพันธ์

ความสันพันธ์เกิดขึ้นมาโดยการสื่อสารผ่านการแสดงอารมณ์ความรู้สึก และการตอบรับที่ถูกต้องเหมาะสม ความสัมพันธ์เป็นขบวนการของการ “อ่าน” และการ “ตอบรับ” ของสัญญานภายในใจของเด็กและแม่ ประเภทของความสัมพันธ์นั้นจะขึ้นอยู่กับการโต้ตอบกันระหว่างแม่และลูก พฤติกรรมของเด็กทารก ไม่ว่าจะเป็นการร้องไห้หรือการยิ้ม การหัวเราะ ต่างก็เป็นพฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจจากแม่ทั้งนั้น

  • หากแม่ตอบรับด้วยความอบอุ่น สม่ำเสมอ ความสัมพันธ์ก็จะเป็นแบบมั่นคง หรือ Secure Attachment ความสัมพันธ์แบบมั่งคงพัฒนามาจากการเชื่อใจ หากเด็กไม่เชื่อใจแม่ ความสัมพันธ์นี้จะมิสามารถเกิดขึ้นมาได้
  • หากแม่ตอบรับด้วยอารมณ์หุนหัน โมโห ฉุนเฉียว หรือไม่ตอบรับการเรียกร้องความสนใจของลูกเลย ผลที่ได้อาจจะเป็นการเริ่มต้นของความสันพันธ์ที่ไม่มั่นคง หรือ Insecure Attachment

การโต้ตอบและอ่านสัญญาณทางใจของเด็กและแม่นี้ เป็นขั้นตอนการสร้าง “Working Model” ของสิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดจึ้น  นักวิจัยด้านความสันพันธ์ย้ำว่า เราจะมี Working Model นี้ติดตัวเราไปจนตาย และ Working Model คือสิ่งที่ใช้ทำนายพฤติกรรมของเรากับคนใกล้ชิด และแม้แต่พฤติกรรมที่เราใช้ในการดูแลลูกของเราเอง

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความสัมพันธ์

  • อาชีพการงานของพ่อแม่  คนที่ดูแลเด็กเป็นหลักต้องทำงานหรือไม่
  • Working Model ของแม่ ตอนเป็นเด็กแม่ได้รับการดูแลมาอย่างไร ก็มักจะใช้วิธีนั้นในการดูแลลูกของตนเอง
  • โอกาศในการสร้างความสัมพันธ์  แม่และลูกจำเป็นต้องแยกจากกันในช่วงขวบปีแรกหรือไม่
  • อุปนิสัยของเด็ก (Temperament) อันนี้สำคัญ จะขอกล่าวในบทความต่อไป แต่สรุปง่ายๆคือ แม่และลูกต่างก็มีอุปนิสัยติดตัวมาตั้งแต่เกิด  หากอุปนิสัยเข้ากันได้ดี ความสันพันธ์ก็จะมั่นคง หากนิสัยเข้ากันไม่ได้ ก็จะเกิดความท้าทายในการดูแลและเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • สภาวะของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ตกงาน ทะเลาะกัน ปัญหาด้านการเงิน ความเครียด ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบต่อการสร้างความสัมพันธ์ทั้งนั้น

ทำความเข้าใจกับประเภทของความสัมพันธ์

แมรี่ อินส์เวิร์ธ ได้คิดค้นการทดลองที่ใช้แยกประเภทความสัมพันธ์ระหว่างแม่และเด็ก เราเรียกการทดลองนี้ว่าสถานการณ์แปลกหน้า หรือ Strange Situation เป็นการทดลองคลาสสิคที่มีการทำอยู่ในปัจจุบันในทุกสถาบันที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ การทดลองนี้มี 8 ขั้น แต่จะขอสรุปย่อให้ว่า เขานำเด็กและแม่ไปนั่งในห้องทดลอง จากนั้นดูว่าเด็กมีปฎิกิริยาอย่างไร เด็กกลัวห้องทดลอง เกาะแม่แน่น หรือเด็กคลานหรือเดินเพื่อสำรวจห้องนั้น หลังจากนั้น คนแปลกหน้าเข้ามาในห้อง แม่ออกจากห้องไป ปล่อยลูกให้อยู่กับคนแปลกหน้า  นักวิจัยจะดูปฎิกิริยาของเด็กตอนแม่จากไป และที่สำคัญที่สุดคือตอนที่แม่กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เราเรียกช่วงนี้ว่า “The Reunion” เขาจะดูว่าเด็กสงบลงทันทีที่แม่กอด หรือเด็กยังคงร้องไห้อยู่  จากการทดลองนี้ เขาสรุปประเภทของความสัมพันธ์ได้ดังต่อไปนี้

ความสัมพันธ์แบบมั่งคง หรือ Secure Attachment

  • เด็กใช้แม่เป็นที่พื่งทางใจ (secure base) และเดินสำรวจห้องไปทั่ว แต่มีความสมดุลย์ระหว่างความอยากสำรวจกับการกลับการอยากอยู่ใกล้แม่
  • การตอบรับทางด้านอารมณ์กับแม่เป็นไปในทางบวก ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม การหัวเราะ หรือแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบกับแม่
  • พฤติกรรมตอนแยกจากกันนั้นแต่กต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน ส่วนใหญ่จะร้องไห้อารมณ์เสีย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อแม่กลับเข้ามา “Reunion” กับลูก เด็กจะสงบลงในทันทีและพร้อมที่จะออกสำรวจอีกครั้ง
  • ข่าวดีคือ เด็กประมาณ 60-70% อยู่ในข่ายของความสันพันธ์ที่มั่นคง
  • เด็กกลุ่มนี้ได้รับการดูแลจากแม่ที่เอาใจใส่ เข้าใจเขา ใช้เวลาคุณภาพกับลูก ตอบรับความต้องการของเขาอย่างถูกต้องเหมาะสม และทำอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นผลิตผลของ Serve and Return

ความสันพันธ์ที่ไม่มั่นคงมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้

ความสัมพันธ์แบบหลีกเลี่ยง หรือ Avoidant Attachment

  • เด็กทารกอยากจะแยกจากแม่ และไม่กลัวคนแปลกหน้า
  • ไม่ร้องไห้เมื่อแม่เดินออกจากห้อง และหลีกเลี่ยงแม่อย่างเห็นได้ชัดเมื่อแม่กลับเข้ามาในห้อง
  • เด็กพยายามไม่แสดงออกทางอารมณ์ ไม่อยากอยู่ใกล้แม่ ไม่สนใจ ไม่แคร์ว่าแม่จะอยู่หรือจะไป
  • เด็กประเภทนี้ เคยลองสร้างความพูกพันธ์กับแม่แล้วในอดีต แต่แม่ไม่สนใจ ไม่มีเวลามาดูแล หรือมาเล่นด้วย เด็กกลุ่มนี้ “ยอมแพ้” และไม่อยากสร้างความสัมพันธ์แล้ว ดังนั้นเขาเลยไม่สนใจว่าแม่  แม่นั้นจะมีหรือไม่ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาเลิกแล้ว และไม่อยากจะทำอะไร คิดอะไร กับแม่อีกต่อไป
  • แม่ของเด็กกลุ่มนี้มักจะเป็นแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูก แม่ที่ยุ่งอยู่กับเรื่องอื่นๆอยู่ตลอดเวลา หรือปฎิเสธสัมผัสจากลูก มักจะไม่อุ้ม ไม่เล่น ไม่กอดหรือหอมลูกเลย

ความสัมพันธ์แบบทัดทาน หรือ Ambivalent/Resistant Attachment

  • เด็กกลุ่มนี้ไม่ว่าแม่จะอยู่หรือไปก็ร้องไห้ เกาะแม่แจ ไม่ออกสำรวจห้อง ไม่ชอบคนแปลกหน้า
  • พยายามที่จะกอดแม่ เกาะแม่ ไม่ปล่อยให้แม่ไปไหนเลย ไม่อยากเล่นของเล่น จะอยู่แต่กับแม่อย่างเดียว
  • อารมณ์เสีย ร้องไห้รุนแรงเมื่อแม่ออกจากห้อง และเมื่อแม่กลับเข้ามาในห้อง ก็ยังคงอารมณ์เสียอยู่ ร้องไม่หยุดอยากจะกอดแม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดิ้นๆ ถีบๆ ไม่อยากให้อุ้ม คือทั้งอยากให้แม่กอด ทั้งอยากหนีจากแม่
  • เด็กประเภทนี้ มีแม่ที่ไม่สม่ำเสมอในการดูแลเขา แม่อาจจะยุ่งไม่มีเวลาให้ เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เด็กประเภทนี้ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงพยายามเรียกร้องความสนใจจากแม่อยู่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาสับสน เขาจึงทั้งอยากอยู่ใกล้แม่ และดิ้นหนีจากแม่ในเวลาเดียวกัน
  • เด็กประเภทนี้คือเด็กที่ติดแม่แจ วางไม่ได้ คนอื่นไม่เอา จะเอาแต่แม่คนเดียว แต่เวลาแม่อุ้ม แม่อยู่ด้วย เขาก็ยังไม่สงบ ไม่มีความสุข

ความสัมพันธ์แบบไม่เป็นระเบียบ หรือ Disorganized Attachment

  • เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้น้อยที่สุด  เด็กกลัว ทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ในสถานการณ์คนแปลกหน้า ทั้งกลัว ทั้งสับสน
  • และที่สำคัญที่สุดคือ เด็กประเภทนี้กลัวแม่อย่างเห็นได้ชัด
  • สาเหตุคือเด็กได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เด็กถูกทารุณกรรม และถูกทำร้ายจากคนที่เขารักที่สุด

ประโยชน์ของความสัมพันธ์ที่มั่นคง

ประโยชน์มากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นอีคิวที่สูง ลูกทีทัศคติที่ดีต่อชีวิต สร้างความผูกพันธ์และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนรอบข้าง เข้าอกเข้าใจคนอื่น ปรับตัวเข้ากับสิ่งรอบตัวได้ง่าย มีความมั่นใจในตนเอง เรียนรู้เร็ว มีคลังคำศัพท์มากมาย มีความอยากรู้อยากเห็น เข้ากับบุคคลอื่นได้ง่าย ลูกจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่อง การเรียน การงาน การเงิน และความสุขในชีวิตครอบครัว

ก่อนจบขอฝาก Mirror Neuron

Mirror Neuron เป็นเซลสมองที่เราใช้รับรู้เจตนาของคนอื่น  มีความสอดคล้องกับการสร้างความสันพันธ์มาก เพราะกระบวณการสร้างความสันพันธ์นั้นเกิดจาก การที่เด็กอ่านเจตนาและการตอบโต้ของแม่ได้ การที่เด็กอ่านเราได้ รับรู้เจตนาของแม่ได้ เด็กจึงรู้ว่าเรารักเขา ไม่ว่าจะเป็นในบางครั้งที่เราทำผิด ดุด่าเขา หรือตีเขา ปล่อยให้เขาร้อง เพราะ Mirror Neuron ตัวนี้ จะช่วยให้เขาเข้าใจเจตนาของเรา ลูกรู้ว่าเราเป็นคน เราทำผิด เขาให้อภัย เพราะเขารู้ว่าเรารักเขานั่นเอง  ดังนั้น แม่คนไหนที่ปล่อยให้ลูกร้อง บางทีอารมณ์ไม่ดี อารมณ์เสียเป็นบางครั้งบางคราว ขอให้สบายใจได้ว่า ลูกเราเขารู้ว่าเรารักเขา เราทำผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม เขาก็รับรู้ว่าแม่รักเขาเสมอ….อย่างไรก็ดี อาการณ์หลุด และอารมณ์เสียของแม่ หากทำบ่อยเป็นประจำ เป็นเวลานนาน ย่อมจะเป็นบ่อเกิดของความสันพัน์ที่ไม่มั่นคง

ความสันพันธ์ที่มั่นคงระหว่างแม่กับลูกนั้น ไม่ใช่การที่ลูกอยากจะอยู่แต่กับแม่ คนอื่นไม่เอาเลย จะให้แม่กอด แม่อุ้มอยู่ตลอดเวลา ความสันพันธ์ที่มั่นคงคือการที่ลูกพร้อมออกสำรวจโลกด้วยความมั่นใจ เพราะเขารู้ว่ามีแม่คอยเป็นกำลังใจ เป็นที่พึ่งทางใจให้เขาเสมอ และเมื่อเขาต้องการที่พึ่ง เขารู้ว่าแม่คือ Safe Haven คือ Secure Base ที่เขาจะกลับมาหาได้ตลอดเวลา และนี่คือความสันพันธ์ที่มั่นคงอย่างแท้จริง คุณมีเวลา 0-1 ปีในการสร้างความสัมพันธ์นี้ค่ะ

ก่อนจบ ขอฝากไว้ว่า ชีวิตคนเราเหมือนการเดินทาง แม้ว่าในวัยเด็กเราจะมีความสัมพันธ์แบบไม่แน่นแฟ้นมั่นคง แต่ชีวิตเรายังไม่หมดหวัง เพราะประสบการณ์ทางบวกของชีวิตจะช่วยกู้คืนทัศคติที่ดีกลับคืนสู่ชีวิตเรา

อ้างอิง:

Child: From Birth to Adolescence โดย  Gabriela Martorell และ Richard Kruk

Ainsworth Strange Sitution : https://www.youtube.com/watch?v=s608077NtNI

Dr. Dan Siegel – Explains Mirror Neurons in Depth : https://www.youtube.com/watch?v=Tq1-ZxV9Dc4