การเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวา – สมองซีกอัจริยะที่ติดตัวเด็กทุกคนมาตั้งแต่เกิด

การเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวา  – คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร

หลายคนคงเคยได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังคนพูดถึงสมองซีกขวา หลายคนอาจจะทราบข้อมูลแล้วแต่คิดว่าสมาชิกหลายท่ายอาจจะยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับสมองซีกนี้ ชมรมครูพ่อแม่จึงได้เรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับสมองซีกขวา เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้เข้าใจหลักการสอนแนวสมองซีกขวาได้มากขึ้นค่ะ

คนเรามีความถนัดหรือความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป บางคนถนัดใช้มือ บางคนถนัดใช้เท้า หรือบางคน ถนัดใช้สายตา สมองคนเราเองก็มีความโดดเด่นเหมือนกัน สำหรับคนทั่วไปแล้ว สมองที่โดดเด่นและได้รับการใช้งานมากที่สุดคือสมองซีกซ้าย

โดยปกติแล้ว ระบบโรงเรียนจะสนับสนุนหรือให้รางวัลกับคนที่เรียนรู้ผ่านสมองซีกซ้าย เพราะคนพวกนี้จะเรียนได้ดีที่สุดผ่านตรรกะ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และเรียนรู้ได้ดีผ่านการฟัง ส่วนคนที่เรียนรู้ด้วยสมองซีกขวานั้นจะมีแนวคิดที่เเปลก แหวกแนว  ผ่านสัญชาตญาน  และเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการมองเห็นและความรู้สึก  เวลาที่เด็กเข้าโรงเรียน เด็กจึงมักจะได้รับคะแนนต่ำ เพราะไม่ได้แสดงออกหรืออธิบายวิธีหาคำตอบของพวกเขา แต่สิ่งที่ครูอาจจะมองข้ามไปคือ เด็กพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแบบคนทั่วไป หรือแบบเด็กสมองซีกซ้ายในการคิดหาคำตอบ เพราะส่วนมากเด็กสมองซีกขวาจะหาคำตอบได้จากวิธีที่เเปลแตกต่างจากสิ่งทีควรจะเป็น

นักการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านสมองซีกขวาคือ เกล็น โดแมน และ มาโกโตะ ชิจิดะ โดยทั้งสองท่านเชื่อว่าการเข้าถึงสมองซีกขวานั้น นอกจากจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างดีเลิศแล้ว ยังสามารถปลดล็อกความเป็นอัจริยะของเด็กแต่ละคนได้ด้วย จริงๆแล้วใช่ว่าการสอนผ่านสมองซีกขวาจะสร้างเด็กอัจริยะ แต่มันเป็นการเปิดประตูและปลดล็อคความเป็นอัจริยะที่ติดตัวเด็กทุกคนมาตั้งแต่แรกเกิด หากเราได้กระตุ้นและนำความสามารถของสมองซีกขวามาใช้ได้ถูกวิธี ถูกที่ และถูกเวลา

เด็กอัจริยะพวกนี้ คือเด็กที่มีความสามารถในการอ่านเร็ว (speed reading) มีความจำเป็นรูปภาพ (photographic memory) คือจำข้อมูลได้มหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด เด็กที่สามารถวาดภาพเหมือนได้หลังจากที่เหลือบมองของตัวอย่างเพียงแค่ชัวขณะเดียว เด็กที่แยกจำนวนได้ โดยสามารถมองดูกลุ่มสิ่งของและบอกได้ว่านี่คือ 95 ไม่ใช่ 96 หรือ 97  และเด็กอัจริยะด้านดนตรีเพราะPerfect Pitch เนื่องจากการมี Perfect Pitch นั้นก็ต้องอาศัยสมองซีกขวาเช่นเดียวกัน

มองแบบไอน์สไตล์ – Seeing like Einstein

คิดว่าหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ Savant Syndrome ซึ่งเป็นออทิสติกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ได้น้อยมาก เพราะ Savant คืออัจริยะ จาก Wikipedia ได้ให้ความหมายของ savant symdrome ไว้ว่า เป็นอาการที่หายาก และเกิดกับคนที่มีพัฒนาการทางสมองช้า หรือมีความพิการทางสมอง คนกลุ่มนี้และมีความเป็นอัจริยะและความสามารถที่คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ได้ใช้การสแกน fMRI  สังเกตุสมองซีกขวาของ Savants และอัจริยะ และเห็นได้ชัดว่าสมองซีกขวาได้ถูกใช้งานมากกกว่ากว่าสมองส่วนอื่น  เนื่องจากสมองซีกซ้ายเป็นส่วนที่ใช้ในการพูดหรือคิดคำพูด Savants ส่วนใหญ่ (โดยทั่วไปจะสมองพิการหรือบอบช้ำ) จะมีปัญหาทางด้านภาษา เช่นไม่พูด หรือพูดช้า

สมองซีกขวามีหน้าทีในการประมวลภาพและข้อมูลเชิงพื้นที่ และความสามารภในการมองเห็นโจทย์ปัญหาแบบหลายมิติเป็นหนึ่งในความสามารถมหัศจรรย์ที่สุดของไอน์สไตล์ นักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ นอกจากไอน์สไตล์จะสามารถทำแบบนี้ได้แล้ว เขายังมีปัญหากับทักษะทางด้านภาษาที่ล่าช้ากว่าเด็กทั่วไป ทำให้บางคนคิดว่า ไอน์สไตน์ก็เป็น Savant คนหนึ่งเหมือนกัน

แล้วทำไมคนทั่วไปจึงไม่ใช้สมองซีกขวาในการคิดเหมือนไอน์สไตล์ สาเหตุคือสมองซีกซ้ายของเรามีอิทธิพลและความโดดเด่น  โดยจะกรองหรือกำจัดข้อมูลที่กระตุ้นประสาทการรับรู้มากจนเกินไปออกไป ซึ่งจะช่วยให้เรารู้สึกและรับรู้ถึงความเป็นจริงและหลีกเลี่ยงการกระตุ้นประสาทการรับรู้มากจนเกินกว่าเราจะรับได้ คนที่เป็นออทิสติกมีปัญหาและผลกระทบเพราะสมองซีกซ้ายไม่ได้ทำการกรองสิ่งพวกนี้ออกไป ทำให้ออทิสติกมีปัญหากับสิ่งเร้าเพราะถูกกระตุ้นมากจนกินไปจนเกิดอาการไฮเปอร์

เนื่องจากสมองซีกซ้ายกรองข้อมูลบางส่วนออกไปเพื่อลดสิ่งเร้าและการกระตุ้นประสาทการรับรู้เกินความจำเป็น ข้อมูลหลายๆอย่างเข้าสู่สมองของเราแบบไม่รู้ตัวทำให้เราเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ยาก แนวคิดการสอนและการเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวาได้เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ รับ กู้และจดจำข้อมูล วิธีปกติที่เราใช้ในการจำข้อมูลคือการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำระยะสั้นในสมองซีกซ้าย และใช้วิธีการทำซ้ำๆหลายๆครั้งเพื่อย้ายความทรงจำไปยังหน่วยความจำระยะยาว ซึ่งก็คือสมองซีกขวา การรับข้อมูลโดยไม่ต้องผ่านสมองซีกซ้ายก่อน และรับข้อมูลผ่านสมองซีกขวาโดยตรงนั้น จะทำให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น การที่เราจะทำอย่างนี้ได้ เราต้องใช้งานสมองซีกขวา กระตุ้นการทำงานของมันให้เหมือนกับอัจริยะ, savant หรือในเด็กเล็ก!

วัยเด็กเล็ก วัยอัจริยะ

การเรียนรู้ด้วยสมองซีกซ้ายนั้น คนเรียนต้องมีสติ สมาธิและความพยายาม แต่สำหรับสมองซีกขวา การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวและไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย ในเด็กเล็กๆ สมองซีกขวาเปิดอยู่แล้วและเรียกได้ว่าเปิดรับข้อมูลได้เต็มที่และพร้อมใช้งาน และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมเด็กเล็กๆถึงซึมซับข้อมูลได้มากมายมหาศาลเหมือนฟองน้ำ

ในเด็กเล็ก (และอัจริยะ และ savant) สมองซีกขวาเปิดเพราะเป็นซีกที่มีอิธิพลในช่วงวัยเด็กเพราะสมองซีกขวาพัฒนาก่อนสมองซีกซ้าย สมองซีกช้ายจะเริ่มมีอิทธิพลก็เมื่อเด็กมีอายุสามขวบครึ่งขึ้นไป

ในขณะที่การใช้งานของสมองเริ่มเปลี่ยนจากสมองซีกขวาไปสู่ซีกซ้าย การเรียนการสอนผ่านสมองซีกขวาเกิดขึ้นได้ผ่านการมองเห็นและความผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าสู่สภาวะคลื่นอัลฟาหรือสภาวะการซึบซับข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับการเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวา และเด็กเล็กก็มีความสามารถและเรียนรู้ในลักษณะนี้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

หากคุณคิดว่าเรื่องเด็กอัจริยะ หรือ savant เป็นเรื่องที่เกินจริง อยากให้ลองไปอ่านงานวิจัยของ the University of Sydney’s Centre for the Mind ที่ผู้อำนวยการศูนย์ อัลล์แลน ชไนเดอร์ ที่ได้ใช้เคลื่อนแม่เหล็กที่ไม่มีอันตรายกระตุ้นสมองซีกขวาเพื่อปลดล็อกความสามารถเหมือนกับ savant ไม่กี่นาทีหลังจากการกระตุ้นสมอง ผู้ร่วมการทดลองสามารถทำสิ่งๆต่างได้ดีมาก เช่นการวาดภาพจากความทรงจำ หรือเดาจำนวนของจุดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ถึงแม้ว่าการทดลองของชไนเดอร์จะได้ผลเพียงชั่วคราว นักการศึกษาที่ใช้ความสามารถของสมองซีกขวานั้น ได้พัฒนาหลักการสอนมาเพื่อช่วยให้เด็กเล็กรักษาความสามารถในการรับข้อมูลและเรียนรู้ผ่านสมองซีกขวาไว้ได้เมื่อเด็กๆโตขึ้น ถึงแม้ว่าเด็กโดแมน กับเด็กชิจิดะจะจำจำนวนจุดไม่ได้แล้วเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ หลายๆคนยังคงรักษาความสามารถในการแก้โจทย์คำนวนที่ซับซ้อนที่คนส่วนใหญ่ต้องใช้เครื่องคิดเลขได้คิดได้อย่างรวดเร็ว

พ่อแม่อย่างเราๆจะช่วยลูกเราได้อย่างไรบ้าง

ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่จะช่วยฟูมฟักและพัฒนาสมองของลูก ก็คือช่วงแรกเกิดถึงหกขวบ สิ่งที่เราพอจะทำได้ง่ายๆคือ

  • ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความสุขและความสนุก เพื่อช่วยสร้างความสัมพันธ์ของเซลสมอง
  • การบังคับขู่เข็ญให้ลูกเรียนจดจำทำให้เกิดความเครียด และทำให้สมองไม่พัฒนาเท่าที่ควร เป็นสาเหตุของปัญหาทางด้านจิตใจ ความนึกคิด และความรู้สึกข้อนี้สำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ด้วยสมองซีกขวา ถ้าเด็กเครียด การเรียนรู้ก็จะไม่ได้ผลค่ะ
  • ความรักและความเอาใจใส่คือหัวใจของการสอนแบบนี้ ถ้าเราสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความรัก ก็จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่รักการเรียนรู้ได้
  • มีงานวิจัยหลายชิ้นออกมาสนับสนุนว่า เด็กที่มีความผูกพันธ์ทางด้านจิตใจกับพ่อแม่ในวัยเด็ก จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ง่ายและเรียนดีเวลาเข้าโรงเรียน

ตอนนี้ คิดว่าเพื่อนสมาชิกคงพอเข้าใจหลักการและการทำงานของสมองซีกขวาบ้างแล้ว ลองอ่านและหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอนตามหลัก เกล็น โดแมน และชิจิดะ ดูนะคะ เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันเราสามารถสอนให้ลูกเราอ่านหนังสือและเสิรมทักษะทางคณิตศาสตร์ตามหลักของสมองซีกขวาได้ที่บ้านของเราเอง โดยหัวใจสำคัญของการสอนคือความรัก บรรยากาศ และอย่าคำนึงถึงผลลัพธ์ว่าลูกต้องอ่านได้ คิดเลขได้ ต้องทำอะไรๆได้ การสอนเด็กเล็กคือการกระตุ้นสมอง การช่วยให้สร้างเส้นใยสมอง ช่วยให้รักษาความสามารถของสมองซีกขวา และที่สำคัญที่สุดคือสร้างความผูกพันธ์กับลูกผ่านการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความสนุกและความสุขค่ะ

ขอให้มีความสุขกับการสอนลูกค่ะ

แม่แอ๋ว

บทความที่เกี่ยงข้อง

การสอนลูกอ่านหนังสือตามหลักของ เกล็น โดแมน

http://kroopohmae.com/group/articles/forum/topics/glenn-doman
ศาสตร์การเรียนรู้ของเด็กเล็ก

http://kroopohmae.com/group/articles/forum/topics/science-behind-el?xg_source=activity

การกระตุ้นสมองซีกขวาด้วยการเเฟรชจุดและจำนวนของชิจิดะ

http://kroopohmae.com/group/math/forum/topics/shichida