พัฒนาการบุคลิกลักษณะของเด็กวัย 0-12 ปี

บทความฉบับนี้เกี่ยวเนื่องกับบทความ “กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน” วันนี้จะขอเขียนเกี่ยวกับบุคลิคภาพและเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของเด็กในแต่ละวัย หากใครที่ได้อ่านบทความหรือศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กเล็ก อาจจะคุ้นหูคุ้นตากับนักทฤษฎีชื่อ อิริค อิริคซัน  ทฤษฎีของอิริคซันถือเป็นแนวทางช่วยให้ครูเข้าใจเด็กแต่ละวัย

อิริคซันเป็นนักเรียนของซิกมันด์ ฟอยด์ ทฤษฎีของท่านพัฒนามาจากทฤษฎีของฟอยด์อีกทีหนึ่ง อิริคซันเน้นความเป็นตัวตนของเด็ก ในแต่ช่วงของชีวิต คนเรามีวิกฤตทางจิตสังคม (crisis) ที่ต้องแก้ไขให้ได้ หากแก้ไม่ได้ก็จะมีผลต่อการพัฒนาบุคคลิภาพในชีวิตช่วงต่อไป แต่ไม่ใช่ว่าถ้าแก้ไขไม่ได้แล้วชิวิตจะล้มเหลวตลอดไปนะคะ เพราะคนเราสามารถย้อนกลับไปแก้ไขวิกฤตได้เสมอ  อิริคซันแบ่งการพัฒนาบุคคลิกภาพของคนออกเป็น 8 ขั้น แต่แม่แอ๋วขอกล่าวถึงแค่ 4 ขั้นแรกซึ่งเป็นช่วงชีวิตของเด็กแรกเกิดไปจนถึงชั้นประถมศึกษา

Trust vs. Mistrust

ช่วงนี้เป็นช่วงอายุ 0-1 ขวบ เด็กทารกจะเชื่อใจพ่อแม่หรือผู้ดูแลหากพ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ (อ่านบทความเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเพิ่มเติม) หากเด็กทารกรู้จักเชื่อใจคน เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เเปลกใหม่หรือสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่สม่ำเสมอจะกลายเป็นคนไม่เชื่อใจคน และมีผลต่อการพัฒนาทางจิตใจ จะเป็นคนขี้กลัว หวาดระแวง เพราะเขารู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ดี ทั้งความเชื่อใจและไม่เชื่อใจต้องมีความสมดุลกัน หากเด็กเชื่อใจคนมากเกินไปก็ไม่ดี ไม่เชื่อใจคนเลยก็ไม่ดี ต้องมีความสมดุลกันค่ะ

หากเด็กแก้ปัญหาหรือแก้วิกฤตในขั้นตอนนี้ได้ เด็กจะมีความหวัง หรือ Hope ซึ่งเป็นเป้าหมายชีวิตของเด็กในวัยนี้

Autonomy vs. Shame and Doubt

ช่วงนี้เป็นช่วงอายุ 1-3 ขวบ เป็นช่วงของความเป็นอิสระกับความอับอายและสงสัย  วัยนี้เป็นวัยที่เด็กเดินได้ พูดได้ และเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เด็กอาจจะเดินสำรวจสิ่งรอบตัว เดินห่างจากแม่ และตัดสินใจเลือกของที่ชอบด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นของเล่น กิจกรรม ของกิน เสื้อผ้า และอื่นๆ  หากเด็กในวัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ให้ทำอะไรด้วยตนเอง มีอิสระในการตัดสินใจเลือก เด็กจะมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง เขาจะเชื่อว่าเขาจะอยู่รอดในโลกนี้ได้ด้วยตนเอง ในทางกลับกัน หากเด็กถูกต่อว่า วิจารณ์ พ่อแม่ตัดสินใจให้หมด อยากทำอะไรพ่อแม่ก็ห้าม หรือไม่ได้รับโอกาสให้มีอิสระในการทำหรือเลือกกิจกรรม เด็กก็จะรู้สึกสงสัยและอับอายในความสามารถของตนเอง เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตนเองไม่ได้ ขาดความมั่นใจ และคอยอาศัยพ่อแม่หรือขอให้คนอื่นช่วยอยู่เสมอ

หากเด็กแก้ปัญหาหรือแก้วิกฤตในขั้นตอนนี้ได้ เด็กจะมีความมุ่งมั่น หรือ Will ซึ่งเป็นเป้าหมายชีวิตของเด็กในวัยนี้

Initiative vs. Guilt

ช่วงนี้เป็นช่วงอายุ 3-6 ขวบ เป็นช่วงความคิดริเริ่ม กับความรู้สึกผิด  เมื่อเด็กได้คิดได้ทำอะไรด้วยตนเองอยู่บ่อยๆ มีอิสระและมีความมั่นใจ เด็กจะเริ่มวางแผนกิจกรรมเอง สร้างสรรค์กิจกรรมและการละเล่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเล่นเองคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อน หากเด็กได้รับโอกาสนี้อยู่เสมอ เด็กมีความคิดริเริ่มและรู้สึกมั่นคงและมั่นใจในการเป็นผู้นำในการตัดสินใจ อย่างไรก็ดี หากเด็กถูกตำหนิหรือถูกควบคุบจับตามองอยู่เสมอ เด็กก็จะรู้สึกผิด เขาอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นภาระและทำให้คนอื่นรำคาญ ดังนั้นจึงเลือกที่จะเป็นผู้ตามแทนที่จะเป็นผู้นำ เด็กจะขาดความคิดสร้างสรรค์ หรือกลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆเพราะเขาสงสัยและไม่มั่นใจในความสมารถตนเอง เขากลัวว่าหากเขาทำผิด พ่อแม่จะตำหนิเมื่อเขาทำผิด เขาจะรู้สึกผิด ดังนั้นเขาจึงเลือกไม่ทำกิจกรรมใหม่หรือเลือกที่เป็นเป็นผู้ตามมากกว่าเป็นผู้นำ

หากเด็กแก้ปัญหาหรือแก้วิกฤตในขั้นตอนนี้ได้ เด็กจะมีเป้าหมาย หรือ Purpose ซึ่งเป็นเป้าหมายชีวิตของเด็กในวัยนี้

Industry vs. Inferiority.

ช่วงนี้เป็นช่วงอายุเด็ก 6-12 ขวบ เป็นช่วงของความมีมานะกับปมด้อย  เด็กเริ่มภาคภูมิใจกับความสำเร็จของตนเอง เขาคิดริเริ่มสร้างงานด้วยตนเอง ทำงานด้วยตนเอง และรู้สึกดีที่ทำงานสำเร็จด้วยตนเอง ช่วงนี้เป็นช่วงวัยเรียน ครูมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กช่วงนี้ หากเด็กได้รับการสนับสนุนให้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ เด็กก็จะมีความพากเพียรและมั่นใจว่าเขาสามารถทำงานสำเร็จด้วยตนเอง แต่ถ้าพ่อแม่และครูคอยต่อว่า วิจารณ์ ควบคุบ หรือพลักดันให้เขาทำสิ่งที่เกินความสามารถ เขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ และรู้สึกมีปมด้อย  อย่างไรก็ดี ทุกอย่างต้องมีความสมดุล หากเด็กมีมานะมากเกินไป จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่บ้างาน คลั่งความสำเร็จ หรือเด็กทีมีปมป้อยก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เก็บตัวเงียบและอาศัยคนในครอบครัวเป็นที่พึ่งพาทางใจ

หากเด็กแก้ปัญหาหรือแก้วิกฤตในขั้นตอนนี้ได้ เด็กจะมีความสามารถ หรือ Competence ซึ่งเป็นเป้าหมายชีวิตของเด็กในวัยนี้

จากช่วงชีวิตที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าแต่ละช่วงสอดคล้องกับช่วงต่อไป เด็กที่เชื่อใจพ่อแม่จะมีความหวังและอยากสำรวจโลกรอบตัว พอได้สำรวจด้วยตนเองก็จะมีความมั่นใจในตนเอง พอมีความมั่นใจเขาก็จะรู้จักคิดรู้จักทำและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบในสิ่งที่ทำ และหากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้องเหมาะสมจากพ่อแม่และครู เขาก็จะขยันขันแข็งและกลายเป็นคนมีความสามารถในที่สุดค่ะ