เตรียมลูกสู่รั้วโรงเรียน ตอนที่ 2 : แรกเกิด – 12 เดือน

บทความต่อ“เตรียมลูกสู่รั้วโรงเรียน ตอนที่ 1 “ ซึ่งจะนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่สำคัญเพื่อช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมก่อนลูกเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ขวบ

1) ทักษะทางภาษาและการอ่านเขียน

เด็กแรกเกิดใช้ภาษาทางร่างกาย เสียง และสีหน้าท่าทางในการสื่อสารและแสดงความรู้สึก ความต้องการ เช่น หิว เหนื่อย ง่วง มีความสุข หรือเพื่อสื่อสารให้พ่อแม่รู้ว่าวันนี้เล่นเหนื่อยแล้วและต้องการพักผ่อน ช่วงแรกของชึวิตนั้น เด็กเริ่มสร้างและมีส่วนร่วมในบทสนทนากับพ่อแม่ผ่านการทำเสียงอ้อเเอ้ การยิ้ม และการหัวเราะ ต่อมาเด็กจะใช้การเคลื่อนไหว การใช้มือ และการใช้เสียงในการแสดงความรู้สึกและสื่อความต้องการของตนเองให้พ่อแม่รับรู้

การพูดคุยกับลูกช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา คุณควรจะเลียนแบบเสียงของลูก และชักชวนให้ลูกทำตามหรือเลียนแบบเสียงของคุณ ลูกจะเริ่มทำเสียง “อ้อ” หรือ “แอ้” ก่อน และต่อมาจะค่อยๆทำเสียง “พุ๊”  “บุ๊” “ดา” และ “มา”  ต่อมาเด็กจะเริ่มนำเสียงเหล่านั้นมาใช้ร่วมกันเมื่ออายุได้ประมาณ 6-9 เดือน เช่น ‘ดาดา’ ปาปา มามา บาบา คุณสามารถช่วยทำให้เสียงเหล่านี้มีความหมายมากยิ่งขึ้นด้วยการพูดตามลูกและสร้างประโยคจากเสียงเหล่านี้ เช่น ” มามาขอกอดลูกหน่อยนะคะ” เป็นต้น

การแบ่งปันหนังสือ การอ่านหนังสือด้วยกันกับลูกเริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด ปล่อยให้ลูกได้ค้นพบหรือเล่นกับหนังสือได้ตามต้องการ หาหนังสือบอร์ดบุค หนังสือผ้า หรือหนังสือที่ลูกสามารถกัดหรือเคี้ยวได้มาให้ลูกได้เล่น หนังสือที่ดีและเหมาะสมสำหรับเด็กเล็กนั้นสีสันต้องสดและตัดกัน รูปภาพควรเป็นภาพของสิ่งของใกล้ตัวหรือสิ่งที่ลูกคุ้นเคย นอกจากนี้เด็กๆยังชอบหนังสือประเถทที่มีเเผ่นปิดเปิดเพื่อดูรูปภาพที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง คุณควรสังเกตุอาการของลูกเป็นหลัก บางทีลูกอาจจะชอบดูหนังสือหน้าเดียวกันซ้ำๆ หรือดูหนังสือกลับหัว คุณไม่ต้องกังวลหรือพยายามเปลี่ยนเเปลงลูก ให้ปล่อยให้ลูกทำตามความชอบ ปล่อยให้ได้ค้นหา ได้เล่นกับหนังสือตามใจชอบ

2) ทักษะการคิดวิเคาะห์

ช่วงขวบปีแรกของชีวิต เด็กๆจะเริ่มเรียนรู้แนวคิดความเป็นเหตุเป็นผลและหลักการทางคณิตศาสตร์ เด็กยังเรียนรู้ สาเหตุ (cause) และผลกระทบ (effect)ได้ด้วย เช่น เมื่อลูกผลักรถ รถก็จะเลื่อนไปข้างหน้า หรือกดปุ่มของเล่นแล้วจะมีเสียงหรือมีไฟกระพริบ เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง รูปร่าง และเริ่มรู้ว่าหากใส่รูปทรงนี้ในช่องที่รูปร่างเหมือนกัน ก็จะใส่ได้ ถ้าใส่ของที่ใหญ่เกินไป ก็จะไม่สามารถใส่ของเล่นชิ้นนั้นลงช่องได้

เด็กเริ่มสนใจ ‘แรงโน้มถ่วง” เมื่อเด็กปล่อยช้อนและมองดูมันตกลงพื้น และเด็กเรียนรู้เรื่องความคงอยู่ของสิ่งของผ่านการเล่นซ่อนหา และรู้ว่าถึงเขาจะมองไม่เห็นของชิ้นนั้น แต่ของชิ้นนั้นก็ยังคงมีอยู่ไม่ได้หายไปไหน เป็นต้น

สนับสนุนให้ลูกได้ค้นหาสิ่งของ หรือของเล่นผ่านการเล่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การสัมผส การเคาะ เขย่า และการ

กลิ้ง ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะช่วยให้เด็กรู้เกี่ยวกับการทำงานของสิ่งของ คุยกับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกทำ เช่น ” ลูกทำให้รถบรรทุกวิ่งได้ด้วยการลากเชื่อกที่ผูกรถนะคะ”

สอนลูกผ่านกิจกรรมประจำวัน เช่นเวลาอาบน้ำก็เป็นเวลาที่เรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน

การใช้ขันน้ำตักแล้วเท จะช่วยให้ลูกรู้จักกับ “เต็ม” (full) และ ว่างเปล่า (empty) และ การเอาเข้า และเอาออก

และเมื่อลูกเล่นของเล่นหรือเอามือสาดน้ำไปมา ลูกก็จะะเรียนรู้ถึงการกระทำ (cause) และผลกระทบ (effect) และหากลูกมีของเล่นที่ลอยน้ำได้ ลูกก็จะเรียนรู้เกี่ยวกับ จม ลอย และความแตกต่างระหว่างของเเข็งและของเหลว

3) การควบคุมตนเอง

เด็กทารกควบคุมอารมณ์หรือความรู้สึกได้น้อยมาก และมักจะแสดงอารมณ์ความรู้สึก ความนึกคิดตามธรรมชาติ

โดยไม่สามารถหยุดยั้งหรือระงับอารมณ์ความรู้สึกของตนได้ หากเด็กได้รับการดูแลเอาใจใส่และสั่งสอนเรื่องการควบคุมอารมณ์อย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

ช่วยสอนให้ลูกรู้จักปลอบโยนตนเอง ยิ่งลูกรู้สึกสงบและมีสมาธิเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งควบคุมตนเองได้ดีเท่านั้น เด็กแต่ละคนก็มีวิธีควบคุมอารม์หรือสร้างความสงบแตกต่างกันออกไป เด็กบางคนต้องการการสัมผัสทางร่างกาย เช่นการกล่อม การกอด และการอุ้ม แต่เด็กบางคนก็ชอบที่จะให้ห่อตัว หรือชอบอยู่คนเดียวเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ

คุณสามารถสอนให้ลูกรู้จักสงบอารมณ์ได้ด้วยการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี หากคุณอยากให้ลูกควบคุมอารมณ์ได้ คุณก็ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น โดยเฉพาะเวลาที่ลูกร้องให้โยเย คุณต้องควบคุมอารมณ์ของคุณให้ได้

ปลูกฝังและสั่งสอนนิสัยที่ดี  บอกกล่าว สั่งสอน และทำให้ลูกได้เห็นว่าการกระทำไหนทำได้ และอันไหนบ้างที่ไม่ควรทำ หากลูกโยนบอลไปทั่วบ้าน คุณก็ควรจะหาถังขยะว่างๆมาให้ลูกเพื่อที่ลูกจะได้โยนลูกบอลใส่ถัง หรือพาลูกออกไปนอกบ้าน และชี้ให้ลูกดูว่าที่ไหนบ้างที่ลูกสามารถเล่นลูกบอลได้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักผิดถูก และจะช่วยปลูกฝังนิสัยที่ดูให้ลูกเมื่อลูกโตขึ้น ซึ่งการมีนิสัยดีนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในการเรียน

4. ความมั่นใจในตนเอง

ความรู้สึกมั่งคงปลอดภัยและความรักคือสาเหตุสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้ลูก การปลอบลูก ตอบสนองต่อเสียงร้องและความต้องการของลูก การพูดคุย การเล่นกับลูก การให้ความรัก และให้ความสำคัญกับลูกจะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นใจ และรู้สึกถึงความปลอดภัยและความมั่นคง

เด็กที่มีความมั่นคงและรู้สึกปลอดภัยจะมีความพร้อมในการเข้าโรงเรียนเพราะเขารู้ว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ

วิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ลูกได้นั้นคือการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้ลูกทำงานหรือกิจกรรม

ให้สำเร็จด้วยตนเอง พ่อแม่ไม่ควรทำแทนลูกหรือช่วยลูกทำ

การสร้างกิจวัติประจำวัน ช่วยให้เด็กรู้สึกถึงความแน่นอนและความมั่นคง เชื่อมั่น และควบคุมสิ่งต่างรอบตัวตนเองได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเป็นประจำและในเวลาเดียวกันทุกๆวัน การไปโรงเรียนก็เหมือนกับกิจวัติประจำวันอย่างหนึ่งเพราะลูกต้องไปโรงเรียนเกือบทุกวัน

การทำซ้ำบ่อยๆครั้ง จะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝน ฝึกทักษะ และสามารถทำกิจกรรมใหม่ได้ด้วยความมั่นใจ ลองนึกดูว่าลูกเราจะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองแค่ไหนที่สามารถคว้าจับและเขย่าของเล่น พร้อมกับเอาของเล่นเข้าปากได้ด้วยตนเอง

ฉบับหน้า – ส่งเสริมทักษะให้ลูกวัย 12-24 เดือน

ที่มา: www.zerotothree.org