คุมอง ดีจริงหรือไม่

Disclaimer: บทความดังกล่าวแปลมาจากบทความจากต่างประเทศ (Mathinsider) ผู้เขียนไม่มีประสบการณ์โดยตรงกับคุมอง ผู้อ่านจงพิจาณาด้วยตนเอง และคุมองแต่ละสถาบันในแต่ละประเทศอาจจะมีหลักการดำเนินการแตกต่างกันไป

ผู้ปกครองหลายคนที่กำลังมองหาสถาบันกวดวิชาและเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ให้ลูก หลายๆคนคงคิดถึง คุมอง สถาบันมีชื่อจากประเทศญี่ปุ่นแห่งนี้ บางท่านอาจจะไม่รู้จักถึงแม้ว่าคุมองจะมีสาขาอยู่ใน 46 ประเทศทั่วโลก และมีนักเรียนอยู่ถึง 16 ล้านคน  ผู้เขียนจากเว็บ Mathinsider ได้เขียนแจกแจงถึง ความเด่น ความด้อย และ ข้อเสียของคุมองไว้ แล้วคุมองคืออะไร

คุมองคือแฟรนไชส์สถาบันการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย โทรุ คุมอง ในปี ค.ศ. 1956

ข้อดี : ผู้เขียนเปรียบเทียบคุมองกับแฟรนไชน์อาหารฟาสฟูดส์ เช่น แม็คโดนัลด์ ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก หาสถาบันหาได้ง่ายในเมืองใหญ่ในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ (และแน่นอนอยู่แล้ว ประเทศไทยของเรา) จุดมุ่งหมายของคุมองก็คือช่วยให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้น

ข้อด้อย: ถึงแม้ว่าครูผู้สอนจะได้รับการฝึกอบรมโดยตรงจากคุมอง แต่ครูแต่ละท่านก็มีบุคลิกการสอนแตกต่างกันไป บางคนเข้มงวด บางคนก็ผ่อนปลน ง่ายๆอะไรก็ได้ และส่วนใหญ่ครูเหล่านี่ไม่ใช่ “ครู” จริงๆ

ข้อเสีย: เหมือนกับแม็คโดนัลด์ จุดมุ่งหลายหลักของคุมองคือ “ผลกำไร” บริษัทคุมองมีมูลค่าถึง $650 ล้าน (ดอลล่านะไม่ใช่บาท) ซึ่งมีรายได้มาจากค่าเรียนที่ราคาประมาณ 3000 บาท ต่อเดือน และ 40% ของรายได้ก็เป็นของแฟรนไชน์ และที่เหลือก็นำมาจ้างพนักงานที่มีประสบการณ์น้อยและได้รับเงินเดือนต่ำ

โดยปกติแล้ว เด็กนักเรียนคุมองไปเรียนที่ศูนย์คุมองอาทิตย์ละ 2 ครั้ง และต้องกลับมาทำการบ้านคุมองที่บ้านอีกเป็นเวลา 6 วันต่ออาทิตย์

ข้อดี: เมื่อเวลาที่เด็กไปเรียนที่ศูนย์คุมอง เด็กจะได้รับการดูแลและชี้นำจากพนักงานของคุมอง และได้รู้จักกับเด็กอื่นๆที่ไปเรียนด้วยกัน และเด็กแต่ละคนก็เรียนโดยมีเป้าหมายเดียวกัน

ข้อด้อย: พ่อแม่ต้องพาลูกไปเรียนที่ศูนย์และต้องคอยจัดการให้ลูกได้มีการบ้านกลับมาทำที่บ้านทุกอาทิตย์

ข้อเสีย: พ่อแม่ต้องทำตัวเป็นเหมือน “ตำรวจ” ที่คอยตรวจและควบคุมลูกให้ทำการบ้านคุมองอาทิตย์ละ 5-6 วัน และต้องทนฟังลูกบ่นว่า “หนูเบื่อ”

คุมองเป็นการเรียนแบบ  “เฉพาะบุคคล” ซึ่งนักเรียนจะเลื่อนไปเรียนระดับต่อไปได้นั้นจะต้องทำแบบฝึกหัดได้อย่างเชี่ยวชาญ ความชำนาญวัดได้จากการทำแบบฝึกได้เร็วและถูกต้อง 

ข้อดี: เด็กแต่ละคนเรียนคุมองตามความพร้อมของตนเอง  และเด็กจะพัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อมือและมีสมาธิเมื่อได้ทำแบบฝึกหัดซ้ำๆ

ข้อด้อย: การทำแบบฝึกหัดซ้ำและต้องทำให้เร็วนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเด็ก

ข้อเสีย: เด็กบางคนอาจจะติดค้างอยู่ในบางระดับ ไม่สามารถเลื่อนระดับได้เพราะไม่สามารถทำแบบฝึกหัดให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด

นักเรียนคุมองทุกคนเริ่มทำแบบฝึกหัดง่ายๆตามความสามารถของตนเอง 

ข้อดี: เด็กรู้สึกว่าแบบฝึกหัดง่ายและรู้สึกสนุกเวลาได้ทำแบบฝึกหัด

ข้อด้อย: แบบฝึกหัดที่เคยง่ายก็จะกลายเป็นยากขึ้นและสุดท้ายก็จะยากและซับซ้อนมากขึ้น

ข้อเสีย: การทำแบบฝึกหัดแบบนี้สัก 10 หน้า และต้องทำให้ถูกและเร็วด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ขนาดคุมองเองยังเรียกระดับนี้ว่า ภูเขาระดับ D

คุมองสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง 

ข้อดี: แบบฝึกหัดคุมองจะมีคำอธิบายและคำแนะนำให้เด็กเมื่อมีการสอนหัวข้อใหม่ๆ ดังนั้นจึงช่วยให้เด็กทำแบบฝึกหัดได้ด้วยตนเอง

ข้อด้อย: ใช่ว่าเด็กจะเข้าใจแบบฝึกหัดทุกหน้าที่ตนเองต้องทำ  ยิ่งระดับสูงๆ แบบฝึกหัดก็ยากยิ่งขึ้น  ยิ่งเด็กที่เรียนในศูนย์ใหญ่ๆ ยิ่งพบความท้าทายเพราะครูไม่มีเวลามานั่งอธิบายแบบตัวต่อตัวเท่าไหร่นัก

ข้อเสีย: มีเด็กบางคนร้องให้เพราะครูไม่อธิบายให้ฟัง  (อันนี้ที่เมืองนอกนะคะ เมืองไทยเป็นแบบนี้หรือไม่นั้นต้องให้คนที่เคยพาลูกไปเรียนมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังค่ะ) คุณสามารถอ่านเว็บบอร์ดเกี่ยวกับคุมองในต่างประเทศได้ ที่นี่

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุมอง ต้องทำอย่างไรดี

ข้อดี : คุมองมีเว็บไซต์ เข้าไปหาข้อมูลได้โดย คลิกที่นี่ค่ะ

ข้อด้อย (จริงๆแล้วเป็นเรื่องขำๆมากกว่า):  มีแม่ฝรั่งคนหนึ่งลงทะเบียนเรียนคุมองเป็นเวลา 5 เดือน คลิกที่นี่เพื่ออ่านประสบการณ์ของเธอค่ะ

ข้อเสีย: โดนัล โซเตอร์ อดีตครูคุมอง ได้เขียนบทความแฉคุมองเอาไว้ คุมองไม่ต่อสัญญาจ้างงานให้เขา เพราะเขาพยายามจะเปลี่ยนหลักการสอนของคุมอง  เขาจึงมาเขียนแฉคุมองไว้ในเว็บ ใครอยากรู้ว่าเขาแฉว่าอะไรบ้างก็ คลิกเพื่อตามไปอ่านค่ะ

แล้วเพื่อนสมาชิกเคยคิดจะพาลูกไปเรียนคุมองไหมคะ หรือหากใครที่ลูกกำลังเรียนอยู่ อยากทราบว่าคิดอย่างไรกับคุมอง ชอบหรือไม่ชอบอย่างไรบ้างคะ