หลักการโฮมสคูลที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

homeschool1เมื่อเราจะเริ่มโฮมสคูลลูก สิ่งแรกที่หลายๆคนนึกถึงคือเราจะใช้หลักการหรือวิธีการไหนดีในการทำโฮมสคูลลูก หลายคนหลายครอบครัวต่างก็ใช้หลักการที่แตกต่างกันออกไป การโฮมสคูลในต่างประเทศเองก็เหมือนกัน ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็เลือกหลักการสอนที่เข้ากับลูกและเข้ากับครอบครัว และนี่คือสเนห์อย่างหนึ่งของโฮมสคูล ที่พ่อแม่สามารถเลือกหลักสูตรและวิธีการสอนได้ด้วยตนเอง

หลักสูตรหรือวิธีการที่นำมาเขียนไว้ในบล็อกนี้เป็นหลักสูตรที่มีคนนิยมทำกัน แต่ไม่ได้หมายความคุณต้องเลือกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง และข้อมูลที่นำมาเขียนไว้ในบล็อกนี้ก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลโดยย่อเท่านั้น และยังมีหลักสูตรย่อยที่แยกออกไปอีกเยอะเเยะมากมาย

ชาร์ล็อต เมสัน
วิธีการแบบชาร์ล็อต เมสัน เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เชื่อว่าพ่อแม่ควรเคารพเด็กและเด็กเรียนได้ดีที่สุดจากสถานการณ์จริง และได้ทดลองปฎิบัติจริง เด็กไม่ได้ไร้เดียงสาหรือคิดไม่เป็น แต่เด็กสามารถคิดเองและตัดสินใจเองได้ เมสันเชื่อว่าหลักคำสอนของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระคัมภีร์คือหัวใจเบื้องต้นอันสำคัญที่
พ่อแม่ควรจะนำมาสอนลูก

หลักสำคัญของการสอนแบบชาร์ล็อต เมสันจะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ บรรยากาศการเรียนรู้ ระเบียบวินัยและชีวิต ปรัชญาการสอนของเมสันจะเน้นการให้การศึกษากับเด็กแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่ทางด้านจิตรใจของเด็กเท่านั้น และกิจกรรมออกกำลังกายก็ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของหลักการของเมสัน เมสันเชื่อว่าเด็กซึบซับอะไรหลายๆอย่างจากบรรยากาศในบ้าน (บรรยากาศการสอน) และเด็กควรได้รับการสนับสนุนให้มีนิสัยและมารายาทดี โดยเฉพาะบุคลิคภาพ (ระเบียบวินัย) และควรจะได้เสนอแนวคิด ไอเดีย ไม่ใช่แค่หลักข้อเท็จจริงเท่านั้น (ชีวิต)

ครอบครัวโฮมสคูลที่เลือกใช้หลักการของชาร์ล็อต เมสันจะจัดเวลาให้ลูกได้เล่น สร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมและสถานการณ์จริง เด็กอาจจะไปเดินชมป่า ชมธรรมชาติ ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์หรือวรรณกรรมจากหนังสือที่มีชีวิต เช่น หนังสือที่เขียนโดยนักเขียนที่คลั่งไคล้วิชานั้นเป็นพิเศษ โดยทั่วไปแล้ว วิธีการสอนแบบนี้จะเป็นในรูปแบบครูเป็นคนนำทางและเด็กเป็นผู้ตาม

หลักการสอนแบบนี้จะแบ่งการสอนออกเป็นช่วงสั้นๆที่เน้นเนื้อหาที่เป็นหลักการสำคัญ ตารางการเรียนมีความหลากหลายเพื่อสมองของเด็กจะได้ไม่ล้าจากการทำงานชิ้นเดียวซ้ำๆ หลักการนี้ใช้วิธีการวัดผลแบบพูดคุย เล่าเรื่อง และบรรยายสิ่งที่เด็กเข้าใจ  และจะไม่ใช้การทำข้อสอบในการวัดผลลูก

วิธีการแบบดั้งเดิม หรือ Classical Homeschooling
วิธีการแบบดั้งเดิมหรือ Classical Education นั้นเรียกว่า The Socratic Method ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Trivium ซึ่งเป็นวิธีการสอนเด็กตามช่วงพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ของเด็ก (รูปธรรม การวินิจวิเคราะห์ และการคิดแบบนามธรรม)

ครอบครัวที่ใช้หลักการสอนแบบดั้งเดิมจะสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ผ่านช่วงระยะเวลาของการเรียนรู้และความคิดของเด็ก การเรียนแบบรูปธรรม (อนุบาลถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6) คือการเน้นให้เด็กซึบซับข้อเท็จจริง การท่องจำกฎและหลักการเพื่อสร้างพื้นฐานทางการศึกษา การวินิจวิเคราะห์ (มอ 1- มอ 2) จะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มโต้แย้งและโต้เถียงได้ และพร้อมที่จะเรียนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล การเรียนแบบรมธรรม ( มอ 3- มอ 6 ) เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองและมีอิสระทางความคิดและการพูดคุยสือสาร พร้อมที่จะเรียนรู้วาทศิลป์ ศิลปะการใช้ถ้อยคำ การสื่อสาร และการเขียน

หลักการนี้เน้นภาษาเป็นหลัก และให้ความสำคัญกับวรรณคดี และหาความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่อวิชา เช่นความสัมพันธ์ระหว่างวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ หรือ วรรณคดีกับศิลปะและดนตรีเป็นต้น

Electric หรือแบบผสมผสาน

วิธีนี้เป็นวิธีผสมผสานโดยนำข้อดีของหลักการต่างๆมาประสมกัน บางทีก็มีคนเรียกวิธีโฮมสคูลแบบนี้ว่า โฮมสคูลแบบผ่อนคลาย ครอบครัวโฮมสคูลแบบผสมผสานจะเลือกหลักสูตรเองนำหลักการและวิธีการต่างๆมารวมกันเพื่อสอนลูก

Unit Studies 

วิธีการสอนแบบนี้จะเน้นความสนใจของลูกเป็นหลัก โดยหลักสูตรและวิธีการสอนนั้นจะสร้างผ่านความสนใจของลูก และนำความชอบของลูกมาปรับเป็นการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษา ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ เช่น หากลูกสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ไทยเป็นพิเศษ พ่อแม่ก็จะหาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมาให้ลูกอ่าน จัดแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการเขียน การสะกดคำ ผ่านประวัติศาตร์ไทย แนวคิดของวิธีการนี้คือการให้เด็กได้ทำและได้เรียนในสิ่งที่ชอบ เพราะหากเด็กเรียนผ่านสิ่งที่เขาสนใจ เขาก็จะเรียนได้ดียิ่งขึ้น

Unschooling

มีคนเรียกวิธีการเรียนแบบ Unschooling อีกอย่างว่าการให้เด็กเป็นผู้นำในการสอน หรือการเรียนรู้โดยธรรมชาติ วิธีการนี้จะไม่มีการใช้หลักสูตร ไม่มีการจัดตาราง และไม่มีการเตรียมการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ จอฮ์น โฮล์ทคือผู้คิดค้นวิธีการสอนแบบนี้ และเชื่อว่าเด็กจะเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศิลปะ และอื่นๆ เหมือนกับการที่เด็กหัดเดิน หัดพูดที่ทำได้เองตามธรรชาติและตามสัญชาติญาน

วิธีการสอนแบบตามตำรา
วิธีการเรียนแบบนี้จะมีความเป็นระบบระเบียบ โดยหลักการก็คล้ายๆกับการที่เด็กเข้าโรงเรียนทั่วๆ เนื้อหาวิชาการเรียนการสอนจะเหมือนกับการจัดห้องเรียนให้กับลูก แต่เราทำกันเองที่บ้าน จะเน้นข้อเท็จจริง และการเรียนการสอนแบบเป็นขั้นเป็นตอน ครอบครัวที่เริ่มโฮมสคูลหลายครอบครัวมักเลือกวิธีนี้เพราะมันมีความใกล้เคียงกันกับวิธีการตัวเองเคยได้เรียนมา และบางทีเราก็ไม่รู้ว่าลูกเราอายุขนาดนี้ควรจะเรียนอะไรบ้าง ดังนั้นการใช้หนังสือและแบบฝีกหัดเป็นตัวช่วย จะช่วยให้เรารู้ว่าเด็กอายุขนาดนี้ควรจะเรียนหัวข้อวิชานี้ นอกจากนี้วิธีการเรียนแบบนี้จะวางเเผนได้ง่าย เพราะมีหนังสือและมีหลักสูตรให้ซื้อตามร้านหนังสือทั่วไป

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ มีหลายหลักการเลย แม่แอ๋วคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องไปเน้นวิธีการเดียว ส่วนตัวแล้วชอบแบบ Electric แบบผ่อนคลายที่ผสมผสานข้อดีของหลายๆวิธีเข้าด้วยกัน เด็กมีความสนใจแตกต่างกัน ในแต่ละวัยก็ชอบหรือสนใจของไม่เหมือนกัน บางทีการทำ unit study อาจจะเหมาะกับลูกในช่วงหนึ่ง แล้วต่อมาวิธีการแบบเมสันก็อาจจะจำเป็นด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็แล้วแต่ละคนแต่ละความคิดนะคะ นอกจากวิธีการข้างต้นแล้ว ยังมีหลักการอื่นๆอีกหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นมอนเตสซอรี่ วาลดอร์ฟ แบบ Project Approach   เยอะแยะๆจริงๆค่ะ