การบ้าน – ทำอย่างไรไม่ให้เสียน้ำตา

วิธีช่วยลูกทำการบ้าน

สวัสดีค่ะเพื่อนสมาชิก บทความฉบับนี้เป็นปัญหาใกล้ตัวของทุกคนรวมทั้งแม่แอ๋วด้วย ทุกๆคนที่มีลูกเข้าโรงเรียนแล้วคงจะพบปัญหาลูกไม่อยากทำการบ้าน งอแง ต่อรอง เสียน้ำตา สุดท้ายก็เจ็บหัวใจทั้งคนทำการบ้านและคนคอยสอนคอยดูแลเวลาทำการบ้าน แม่แอ๋วหวังว่าบทความฉบับนี้จะมีประโยชน์กับหลายๆครอบครัวนะคะ และหากใครมีวิธีการที่ดีกว่า อยากแชร์กับเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ก็จะดีมากเลยค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 ตั้งเป้าหมาย

ก่อนที่ลูกจะเริ่มเข้าโรงเรียนหรือเริ่มปีการศึกษาใหม่ เราควรจะชวนลูกมานั่งพูดคุยกันถึงเป้าหมายและความคาดหวังต่างๆสำหรับปีการศึกษานี้  วางแผนการศึกษา การเรียนพิเศษ การบ้านหรือหัวข้ออื่นๆร่วมกันกับลูก ให้ลูกแสดงความคิดเห็น รับฟังเป้าหมายของลูก อย่ารอจนถึงเวลาที่มีปัญหาแล้วพยายามหาทางแก้ ให้คุยและวางแผนกับลูกก่อน ทั้งลูกและเราจะได้มีความพร้อมรับมือกับปีการศึกษาใหม่ร่วมกัน

ชวนลูกคุยเกี่ยวกับวิชาที่เรียนไปเมื่อเทอมที่แล้ว ดูว่ามีวิชาไหนที่ลูกยังต้องการปรับปรุง เป็นไปได้ไหมว่าเวลาที่ทำการบ้านในช่วงก่อนนอนนั้นมันดึกเกินไป พยายามช่วยลูกหาสาเหตุของปัญหา หาทางแก้ไขร่วมกัน และตกลงกับลูกเรื่องเวลาที่ลูกต้องการทำการบ้าน

อย่าลืมว่าเป้าหมายนั้นปรับเปลี่ยนได้ เราต้องมีความยืดหยุ่นแต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ลูกรู้สึกว่าเป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายของลูก ไม่ใช่เป้าหมายของพ่อแม่ เพราะพ่อเป็นผู้ให้คำแนะนำ คอยดูและตรวจตรา แต่ลูกคือคนที่จะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นผลสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 2 สร้างนิสัยทำการบ้านให้เป็นกิจวัติ

ทั้งหนังสือ งานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ต่างก็เห็นตรงกันว่าวิธีที่ช่วยให้ลูกทำการบ้านและหลีกเลี่ยงการเสียน้ำตาได้ดีที่สุดคือ ทำให้การบ้านกลายเป็นกิจวัติประจำวัน ในบางครอบครัว ลูกอาจจะทำการบ้านช่วงเย็น บางครอบครัวก่อนนอน แต่ไม่ว่าลูกจะทำการบ้านเวลาไหนก็ตาม เราควรช่วยให้การทำการบ้านเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวัน ทำเป็นกิจวัติ และเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนการอาบน้ำ แปรงฟัน

นอกจากนี้ พ่อแม่ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่ลูกจะเริ่มทำการบ้านนั้น ลูกควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ อย่างน้อย 30 นาทีก่อนเริ่มทำการบ้าน อย่าให้ลูกดูทีวี เล่นเกม หรืออะไรก็ได้ที่ต้องอยู่หน้าจอก่อนทำการบ้าน เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากทำการบ้านและกว่าจะแงะลูกออกจากหน้าจอได้ ก็อาจจะเกิดอารมณ์ขุ่นมัวทั้งเราและลูก

สำหรับเด็กที่มีกิจกรรมกีฬาตอนเย็น จำเป็นมากว่าเราต้องให้ลูกได้พักเหนื่อยก่อนเริ่มทำการบ้าน ท้องต้องอิ่ม จิตใจผ่อนคลายและสงบ จะช่วยให้ลูกมีสมาธิในการทำการบ้านมากขึ้น

หัวใจสำคัญคือ ความสม่ำเสมอ หากเราช่วยลูกรักษาความสม่ำเสมอในการทำการบ้านได้ ก็จะทำให้การทำการบ้านไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ลูกเราต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

หากลูกเราไม่เข้าใจ ทำการบ้านไม่ได้  เราควรจะหาทางช่วยลูก พ่อแม่บางท่านอาจจะสอนลูกด้วยตนเอง หรือบางท่านอาจจะหาวิธีหรือคนอื่นมาช่วย เช่นการเรียนพิเศษ แต่วิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งคือให้ติดต่อครูของลูก และแจ้งครูว่าลูกยังไม่เข้าใจหัวข้อที่ได้เรียนไป ขอให้ครูช่วยอธิบายหัวข้อวิชานั้นให้ลูกได้ฟังอีก นอกจากนี้ ให้ถามครูของลูกว่าได้ใช้สื่อ หนังสือ หรือเว็บไซต์อะไรในการสอนที่โรงเรียน เราจะได้นำข้อมูลนั้นมาปรับสอนและช่วยให้ลูกของเราเข้าใจวิชานั้นได้เพิ่มขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 เลือกสถานที่ให้เหมาะสม

เด็กบางคนทำการบ้านได้ดีที่สุดที่โต๊ะในห้องนอนเพราะชอบที่จะทำการบ้านด้วยตนเองเงียบๆคนเดียว เด็กบางคนอาจจะชอบทำในห้องนั่งเล่น หรือเค๊าท์เตอร์ในครัวเวลาที่เราทำกับข้าว เราควรจะให้ลูกได้ลองเลือกบริเวณที่ลูกอยากทำการบ้านด้วยตนเอง หากลูกทำการบ้านได้ดีเวลานอนทำบนพื้น บนโซฟา บนเตียง ก็ปล่อยให้ลูกได้ทำไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เวลาที่ลูกทำการบ้าน จะต้องไม่มีสิ่งรบกวน เช่น ทีวี วิดีโอเกม ไม่ควรให้น้องหรือพี่เล่นอยู่ใกล้ๆเวลาที่ลูกอีกคนกำลังทำการบ้าน อีกวิธีคือการตั้งเวลาทำงานของครอบครัว ให้ทุกคนได้ทำการบ้านหรือทำงานในเวลาเดียวกัน ลูกทำการบ้าน ส่วนเราก็ทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ขั้นตอนที่ 5 พยายามอย่าช่วยลูกให้มากจนเกินไป

สำหรับเด็กเล็ก 3-6 ขวบ พ่อแม่อาจจะจำเป็นต้องนั่งทำการบ้านไปพร้อมกับลูก แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การนั่งคุมให้ลูกทำการบ้าน เราควรจะให้ลูกทำการบ้านด้วยตนเอง และพยายามแยกตัวออกมาจากห้องหรือบริเวณที่ลูกทำการบ้าน บางทีสิ่งรบกวนสมาธิการทำการบ้านของลูกอาจจะเป็นตัวเราเอง เราควรจะสนับสนุนให้ลูกทำการบ้านด้วยตนเอง ทดลองทำด้วยตัวของลูกเองก่อนที่จะขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เวลาที่ลูกไม่เข้าใจ แทนที่จะบอกคำตอบให้กับลูก เราควรจะถามลูกว่า “ ลูกคิดว่าอย่างไรคะ” “แล้วทำอย่างไรถึงจะได้คำตอบนี้ล่ะลูก”

พอถึงเวลาที่ต้องตรวจการบ้านลูก เราไม่จำเป็นต้องตรวจทุกหน้า หรือทุกข้อ หน้าที่เราคือดูว่าลูกทำการบ้านเสร็จหรือไม่ และดูแล้วลูกเข้าใจสิ่งที่ลูกทำหรือเปล่า ครูของลูกคือคนที่ต้องตรวจการบ้านทุกข้อ และครูต้องการการวัดผลที่ถูกต้องและแท้จริงว่าลูกเราทำไปได้แค่ไหน เข้าใจหรือไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง

ขั้นตอนที่ 6 ผลของการกระทำ

เราต้องมีกฏระเบียบที่จะจัดการกับลูกเวลาที่ลูกลืมทำการบ้าน ตั้งกฏกับลูกว่าถ้าลืมทำการบ้านแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และหากลูกลืมทำการบ้าน เราต้องทำตามข้อตกลงนั้น เช่นอาจจะลดเวลาการดูทีวีลง เข้านอนเร็วขึ้น ลดเวลาการเล่นเกม หรืออื่นๆที่จะช่วยให้ลูกรู้ว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นหากลูกไม่ทำการบ้าน ในเด็กบางคนที่ขี้ลืมมากๆ พ่อแม่ควรช่วยโดยการทำลิสต์การบ้าน และแปะไว้บนโต๊ะลูกเพื่อที่จะช่วยทบทวนความจำให้ลูก

ขั้นตอนที่ 7 การบ้านคือความรับผิดชอบ

อย่าทำให้การบ้านเป็นภาระอันหนักหนาสาหัสของลูก การบ้านควรเป็นความรับผิดชอบที่ลูกต้องทำทุกวันก็จริง แต่เราควรจะดูด้วยว่าลูกเราใช้เวลาการทำการบ้านนานแค่ไหน หากลูกนั่งทำเป็นเวลาหลายชั่วโมง  เราคงต้องมาดูว่าสาเหตุมาจากอะไร เป็นไปได้ไหมว่าการบ้านที่ได้มาจากโรงเรียนนั้นจะยากหรือมากไป หากลูกมีการบ้านเยอะจนเกินไป และกำหนดส่งเร็วเกินไป เราควรจะคุยกับครู เพราะการบ้านคือสิ่งที่ลูกจะต้องทำก็จริง แต่อะไรที่มากไปก็คงจะไม่ดีต่อลูกของเรานัก  จับตาหรือจับเวลาที่ลูกทำการบ้าน หากใช้เวลานานเกินไป เราควรจะคุยกับครูเพื่อหาสาเหตุและหาทางแก้ไข

ถ้าลูกเอาแต่หมกมุ่นกับการทำการบ้าน เพราะกลัวว่าจะทำผิด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าลูกเป็นแบบนี้ เราต้องคุยกับลูกว่าลูกควรจะใช้เวลามากแค่ไหนในการทำแบบฝึกหัดและกำหนดเวลาการทำการบ้านให้เหมาะสม

หวังว่าบทความนี้จะป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิกนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ชมรมครูพ่อแม่

ที่มา: CNN

บทความที่เกี่ยวข้อง: ช่วยลูกให้ประสบความสำเร็จในโรงเรียน

http://kroopohmae.com/group/articles/forum/topics/succeed-at-school

กระทู้คุยเรื่องการบ้าน:

http://kroopohmae.com/group/early-learning/forum/topics/homework