การเลี้ยงลูกให้พูดได้หลายภาษา : วิธีที่ได้ผลดีที่สุด

การเลี้ยงลูกให้พูดได้หลายภาษานั้นมีวิธีหลากหลายวิธี หากคุณได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ คุณจะเห็นว่าพ่อแม่แต่ละครอบครัวก็ต่างมีวิธี เคล็ดลับ และกลยุทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าพ่อแม่จะใช้วิธีไหนในการสอนก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือ ลูกของเราชอบความสม่ำเสมอ ความคุ้นเคย และความเคยชิน

คุณเคยสังเกตุไหมว่า เด็กหลายคนมีปัญหากับการปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ และหากได้อยู่กับสิ่งที่คุ้นเคย เด็กก็จะมีพัฒนาการที่ดีและทำกิจกรรมได้ดีและดูมีความสุข ลองเปรียบเทียบพฤติกรรมนี้กับการอ่านหนังสือเรื่องเดิม ทุกๆคืน เป็นเวลาสองเดือนติดต่อกัน คุณก็จะรู้ เข้าใจ และจำเนื้อหาในหนังสือได้ทั้งหมด  ถึงแม้การเรียนรู้ภาษาของเด็กจะมีปัจจัยหลายๆอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าหากเราใช้วิธีการเดิม มีความสม่ำเสมอ เป็นวิธีการที่ลูกคุ้นชิ้น ลูกก็จะเรียนรู้ภาษาได้เป็นอย่างดี

ครอบครัวหลายภาษาพบว่าการมีระบภาษาในบ้านแบบถาวรชัดเจนจะลดปัญหาเด็กผสมภาษา หรือปฎิเสธไม่พูดภาษาที่สอง มีผู้ปกครองท่านหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า “ผมได้สังเกตุเห็นว่าเมื่อลูกรู้สึกทำตัวไม่ถูก ลูกจะปิดกั้นตัวเอง ผมคิดว่านั่นเป็นวิธีการทางธรรมชาติของเด็กในการป้องกันการรับข้อมูลที่มากจนเกินไป แต่ผมไม่อยากให้ลูกปิดกั้นภาษาดัชของผม ดังนั้นผมและภรรยาจึงได้ตกลงกันเรื่องการผสมผสานภาษาที่เราทั้งสองคนเห็นผ้องกันและทำด้วยกันได้ และในขณะเดียวกันก็พยายามทำให้มันง่ายสำหรับลูกในการเรียนรู้ภาษา ผมคิดว่าความสม่ำเสมอนั้นสำคัญยิ่งกว่าวิธีการที่เราเลือกใช้เสียอีกครับ”

ในการเลือกใช้ระบบภาษานั้น คุณจึงจำเป็นต้องนึกถึงสภาพครอบครัวของคุณเป็นหลัก และนี่คือวิธีการสอนที่เป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน

1. หนึ่งคนหนึ่งภาษา (One Parent One Languae – OPOL) คือวิธีการที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด เช่นคุณพ่อพูดภาษาอังกฤษ ในขณะที่คุณแม่พูดภาษาไทย พ่อแม่หรือผู้ปกครองแต่ละคนต้องเลือกพูดภาษาเพียงภาษาเดียวกับลูก และทำให้สม่ำเสมอ บางทีวิธีการหนึ่งคนหนึ่งภาษานี้จำเป็นต้องใช้สื่อการสอนเพิ่มเติมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไปเล่นหรือมีเพลย์กรุ๊ปกับเด็กสองภาษาครอบครัวอื่น การไปเยี่ยมครอบครัว การไปเที่ยวประเทศที่พูดภาษานั้น หรือการมีพี่เลี้ยง หรือเรียนครอสภาษาเพิ่ม กิจกรรมเพิ่มเติมเหล่านี้จะช่วยได้มาก เพราะจะช่วยให้ลูกคุณได้เห็น ได้ยิน และได้รู้ว่าภาษาที่สองนั้น มีคนพูดกันอยู่ทั่วไปๆ คนอื่นๆก็พูดกัน ไม่ใช่มีเพียงแค่พ่อกับแม่เท่านั้นที่พูดภาษานั้น เพราะเด็กนั้นฉลาดเฉลียวมาก และสามารถที่จะคิดหาเหตุผลได้เองว่า เขาไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาที่มีคนพูดแค่คนเดียว

2. วิธีที่สองนี้ อาจจะไม่ได้ใช้กันแพร่หลายเหมือนวิธีแรก แต่ก็เป็นวิธีที่มีผู้นำไปใช้และประสบผลสำเร็จดีเช่นกัน วิธีนี้คือ พูดภาษาที่สองที่บ้าน Minority Language at Home (ML@H) วิธีการง่ายๆของวิธีนี้คือคือ สมาชิกทุกคนในครอบครัวพูดภาษาที่สองที่บ้าน ภาษาที่พูดที่บ้านนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาแม่ หรือภาษาท้องถิ่น สมมุติว่าภาษาท้องถิ่นคือภาษาไทย คุณก็สามารถพูดภาษาอังกฤษที่บ้านกับลูกได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่เชื่อถือได้มากที่สุดในการเลี้ยงเด็กให้พูดได้เหมือนเจ้าของภาษาเพราะเป็นวิธีที่พ่อแม่ทำได้สม่ำเสมอมากที่สุดตั้งแต่ลูกเกิดจนโต

อย่างไรก็ดี วิธีนี้นั้น พ่อแม่ต้องลดเลิกความกังวล ความสงสัย และความไม่มั่นใจออกไปให้หมด  คุณจะสังเกตุเห็นว่า ลูกคุณอาจจะพูดภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าเด็กครอบครัวภาษาเดียว (โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่พ่อแม่ใช้วิธี ML@H นี้จะตามเด็กภาษาเดียวไม่ทัน และกว่าจะตามทันก็จะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 5 ขวบ) การที่จะให้พ่อแม่ลดความกังวลนั้นทำได้ยาก ครอบครัว McColloughs จากประเทศเยอรมันนีได้เล่าให้ฟังว่า  “เราได้แต่เฝ้าดูเด็กคนอื่นพูดเยอรมันแบบรัวเร็ว ได้เป็นฉากๆ พูดได้เป็นประโยคๆ ในขณะที่ลูกของเราทำได้ดีที่สุดคือพูดได้เป็นคำๆ แต่หลังจากที่ลูกได้เข้าโรงเรียนไปไม่กี่เดือน เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกอย่างชัดเจน ตอนนี้ลูกพูดได้ทั้งสองภาษาแบบเท่าเทียมกัน”

แม้คุณจะรู้ว่า อีกหน่อยลูกก็จะตามเพื่อนทัน แต่การที่เราเห็นลูกต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาษา อาจจะทำให้เราเหนื่อย หดหู่ และวิตกกังวล พ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกจะไม่สามารถพูดภาษาแวดล้อมได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ปัญหานี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กไม่มีโอกาสได้คลุกคลีกับภาษาแวดล้อมเลย ตราบใดก็ตามที่ลูกยังได้อยู่กับสภาพแวดล้อมแบบไทยๆ โรงเรียนไทย พ่อแม่คนไทย ญาติคนไทย ลูกจะสามารถพูดภาษาไทยได้แน่นอน

จริงๆแล้ว วิธีการไหนก็ใช้ได้ผลหากคุณได้จัดกิจกรรม หาอุปกรณ์เสิรม และสร้างโอกาสให้ลูกได้คลุกคลีกับภาษาที่สองมากขึ้น วิธีอื่นๆที่ใช้กันแพร่หลายและได้ผลคือ

  1. การพูดภาษาเดียวในชีวิตประจำวัน และพูดอีกภาษาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนที่ใช้เวลานานในต่างประเทศ
  2. การพูดหนึ่งภาษาในสภานที่ที่กำหนด เช่นโรงเรียน (ในกรณีที่เด็กเรียนโรงเรียนสองภาษา) และพูดอีกหนึ่งภาษาที่บ้าน

จากที่คุณได้อ่านมานั้น คุณจะเห็นว่าการเลี้ยงเด็กสองภาษานั้นมีความยืดหยุ่นและเป็นวิธีการก็แตกต่างกันไปแล้วแต่สภาวะของแต่ละครอบครัว สิ่งที่คุณควรทำคือ เลือกวิธีการแบบพื้นฐาน วิธีที่เหมาะกับการดำเนินชีวิตของคุณ  ลองคิดดูนะคะ ขนาดนักวิ่งที่ได้รับการฝึกซ้อมมาอย่างดีก็ไม่สามารถวิ่งมาราธอนให้ไปถึงเส้นชัยได้ถ้าใส่รองเท้าผิดขนาด และการฝึกฝนที่ได้ทำมาก็จะช่วยอะไรคุณไม่ได้เลยหากรองเท้าที่คุณใส่นั้นใส่ไม่สบาย คับหรือหลวมไปเวลาวิ่ง จำไว้ว่าการเลี้ยงเด็กสองภาษานั้น ไม่ใช่ว่าภาระทุกอย่างจะมาตกอยู่ที่พ่อแม่ ไม่ใช่ว่าคุณต้องอดทนทำเองคนเดียวเหมด คุณสามารถหาครอสสอนภาษา โรงเรียนสอนภาษา สื่อเทคโนโลยีต่างๆ เพลย์กรุ๊ป หรือแม้กระทั่งการเดินทางไปเที่ยวประเทศที่พูดภาษานั้น

ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการสร้างเด็กสองภาษานะคะ ^_^

เรียบเรียงจากบทความของ Christina Bosemark  ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Multilingual Children’s  Association

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่:

Raising-Bilingual-Children:-The-Most-Successful-Methods

หาแนวร่วมครอบครัวสองภาษาได้ที่หมู่บ้านสองภาษาของคุณบิ๊กค่ะ :

www.go2pasa.ning.com

เครดิตรูปจาก:

http://www.sheknows.com/parenting/articles/962584/teach-your-child-a-second-language