เหตุผล 18 ข้อ ทำไมหมอและทนายจึงตัดสินใจโฮมสคูล

โฮมสคูล ทำไมดีอย่างไร ทำไมหลายครอบครัวในอเมริกาจึงตัดสินใจทำโฮมสคูล

วันนี้นำบทความจากเมืองนอกที่ได้อ่านเกี่ยวกับครอบครัวโฮมสคูลมาเรียบเรียงให้ได้อ่านกันค่ะ คนเขียนเป็นคุณหมอเด็กชาวอเมริกัน ชื่อ  Kathleen Berchelmann เป็นหมอเด็กประจำโรงพยาบาลในเมือง St. Louis เป็นคุณแม่ลูก 4 ที่ทั้งทำงานไปด้วยและทำโฮมสคูลไปด้วย และได้เล่าเหตุผลว่าทำไมถึงได้ตัดสินใจโฮมคูล

—————————————————————————

ก่อนตัดสินใจทำโฮมสคูล หมอก็กังวลอยู่หลายอย่างเพราะเป็นห่วงลูกหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องการเรียน และการเข้าสังคม ตอนนั้น ลูกหมออยู่ชั้นเกรด 2 และ เกรด 4 หมอและสามีได้ไปเข้าร่วมสมานาการโฮมสคูลและต้องประหลาดใจที่เห็นว่าผู้เข้าร่วมสมนาและทำโฮมสคูลนั้น มีทั้งหมอ ทนาย และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ครอบครัวโฮมสคูลไม่ได้เป็นครอบครัวที่แม่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลา เกษตรกร และครอบครัวเคร่งศาสนาอย่างที่หมอเคยนึกภาพไว้ และเด็กๆที่โฮมสคูลก็ไม่ใช่เด็กเคร่งเรียน ใส่แว่นหนาเตอะ และไร้ทักษะทางสังคมอย่างที่หลายๆคนคิด
ปัจจุบันนี้มีเด็กวัยประถมศึกษาประมาณ 2.04 ล้านคนที่เรียนหนังสือผ่านระบบโฮมสคูลในสหรัฐอเมริกา และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 75% ในปี 1999 ถึงแม้ว่าเด็กประถมที่ทำโฮมสคูลจะมีจำนวนเพียงแค่ 4% ของจำนวนเด็กที่เข้าเรียนทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจำนวนครอบครัวโฮมสคูลจะเพิ่มมากขึ้นในเวลา 5-10 ปีข้างหน้า รัฐบางรัฐในอเมริกาได้จัดห้องเรียนออนไลน์ให้เด็กโฮมสคูลด้วย โดยเด็กสามารถชมการเรียนการสอนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

คุณหมอเขียนไว้ว่า หมอได้ใช้เวลาในการตัดสินใจเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนทำโฮมสคูลเพราะมีความกังวลหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลัวที่ทำงานคิดว่าหมอจะทำหน้าที่หมอได้ไม่ดีพอเพราะมัวแต่เอาเวลาไปสอนลูก กลัวว่าคนรอบข้างจะไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นพวกเเปลกเเหวกแนว หมอไม่แน่ใจว่าตัวเองจะโฮมสคูลลูกได้ดีหรือเปล่า กลัวว่าปีการศึกษาทั้งปีจะเต็มไปด้วยความล้มเหลว ผิดหวังและฝันร้าย หมอไม่มั่นใจว่าจะทำโฮมสคูลได้ตลอดรอดฝั่งและได้แอบเก็บชุดนักเรียนของลูกไว้ เผื่อต้องส่งลูกกลับเข้าระบบโรงเรียนปกติอีกครั้ง

แต่ในที่สุดหมอก็ตัดสินใจโฮมสคูล และลูกเรียนจบหลักสูตรมาตรฐานประจำปีแล้ว และมีเวลาเหลืออีกมากมายและครอบครัวหมอได้ใช้เวลาเหล่านั้นในการทำกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ของลูกให้เข้มข้นขึ้น และหมอคิดว่าตัวเองมาถูกทางและประสบความสำเร็จในการทำโฮมสคูลในระดับหนึ่ง

หมอเล่าว่า เคยส่งลูกเข้าเรียนทั้งในโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน และคิดว่าการทำโฮมสคูลกลายเป็นวิธีที่เหมาะและดีที่สุดสำหรับครอบครัวหมอ

และนี่คือเหตุผล 18 ข้อที่หมอตัดสินใจทำโฮมสคูล

1) ใช้เวลาในการทำโฮมสคูลน้อยกว่าเวลาขับรถไปรับส่งลูกเสียอีก
ตอนนั้น ลูกหมอไม่ได้เรียนโรงเรียนเดียวกัน และยังมีลูกเล็กๆอยู่บ้านอีกหนึ่งคน การไปรับส่งลูกแต่ละคนใช้เวลานานมาก กลับมาถึงบ้านก็เย็น ไหนจะต้องทำการบ้าน พาลูกไปเล่นกีฬา ทำงานบ้าน ทำกับข้าวเย็น เสียเวลาไป 4 ชั่วโมงต่อวันได้ ดังนั้น หมอจึงได้นำเอาเวลานี้มาโฮมสคูลแทน

2) หมอไม่มีเงินพอที่จะส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชน
ถึงแม้ว่าเงินเดือนหมอจะสูง แต่การส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชนดีๆก็เเพงมาก ยิ่งมีลูกหลายคนด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ค่าเทอมก็เพิ่มเป็นหลายเท่าตัว คุณจะเลือกทางเลือกแบบไหนดี? เก็บเงินส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย? เก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียรอายุ? หรือเอาเงินมาจ่ายค่าเทอมโรงเรียนดังให้ลูก? ครอบครัวบางครอบครัวก็มีศักยภาพพอที่จะทำได้หมดทั้งสามข้อ แต่ครอบครัวคนธรรมดาส่วนใหญ่คงเลือกได้แค่ข้อเดียว การทำงานงกๆส่งลูกเรียนดังก็ถือเป็นเทรนด์อย่างหนึ่ง และคงจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ดังนั้นการทำโฮมสคูลจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับครอบครัวหมอ

3) ลูกหมอผลการเรียนดีขึ้นเมื่อทำโฮมสคูล
การทำโฮมสคูลช่วยให้หมอมีเวลาได้เสริมจุดเด่นและช่วยปรับปรุงจุดด้วยให้ลูก ลูกเรียนช้าเร็วได้ตามความถนัดของลูก และไม่มีใครมาติดฉลากบอกลูกว่า ลูกเป็นเด็กจีเนียส ธรรมดา หรือ เด็กพิเศษ

4) การทำโฮมสคูลไม่ใช่เรื่องยาก และสนุกมาก
หมอซื้อหลักสูตรแบบสำเร็จรูปจากโรงเรียนโฮมสคูลออนไลน์ที่มีชื่อเสียงเเห่งหนึ่ง หนังสือ อุปกรณ์การสอน และคู่มือทุกอย่างมาพร้อมในกล่อง หมอและลูกมีความสนุกและสนุกกับการเรียนเสริมผ่าน YouTube และเว็บไซต์ต่างๆเช่น Dreambox, Khan Academy และอื่นๆ ลูกหมอเรียนและทำเเบบฝึกหัดคณิตศาสตร์กว่าครึ่งผ่านระบบออนไลน์

5) ใช้ระบบโรงเรียนรัฐแบบไหนก็ได้ที่เราต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรสำหรับเด็กพูดช้า เด็กกิฟเต็ด (ปัญญาเลิศ) หรือแบบธรรมดาทั่วไป เด็กโฮมสคูลเรียนได้หมด เด็กโฮมสคูลสามารถไปโรงเรียนและเรียนวิชาพวกศิลปะ พละ ดินตรีผ่านระบบโรงเรียนรัฐได้ ถ้าลูกโตขึ้นมาหน่อยก็สามารถเข้าร่วมทีมกีฬาของโรงเรียนได้ด้วย

6) ชอบการเลี้ยงดูลูกมากขึ้น
การที่หมอเป็นแม่ของเด็กวัยเรียน หมอเคยรู้สึกว่าชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการขับรถรับส่งลูก ต้องรักษาตารางเวลา ทำกับข้าวและเป็นคนรักษากฎระเบียบวินัยภายในบ้าน ไปรับลูกสายหน่อยก็ไม่ได้ จะโดนโรงเรียนโทรตามทันที ลืมจ่ายเงินค่ายืมหนังสือ ครูก็ไม่ยอมให้ใบเกรดลูกเป็นต้น ทุกๆวันหลังเลิกเรียน เวลาเปิดดูกระเป๋าลูก หมอต้องค้นหาเศษกระดาษยับยู่ยี่ที่เป็นจดหมายแจ้งข่าวจากโรงเรียน และได้แต่หวังว่าหมอจะได้จดหมายครบทุกฉบับ เกิดมาไม่เคยคิดว่าต้องมาทำอย่างนี้ แต่พอได้มาทำโฮมสคูลแล้วหมอรู้สึกว่ามีความสุขกับการเป็นแม่มากยิ่งขึ้น

7) ครอบครัวหมอใช้เวลาคุณภาพด้วยกันมากขึ้นทุกวัน

เราได้เสียเวลาที่ลูกอารมณ์ดี ผ่อนคลายไปกับเวลาที่ลูกต้องไปอยู่ที่โรงเรียน แต่เรากลับได้อยู่กับลูกเวลาที่ลูกเหนื่อย อารมณ์เสีย และหิว ตอนนั้นหมอไม่อยากให้ถึงเวลาเย็นหลักลูกเลิกเรียนเลย เพราะกลับถึงบ้านก็มีทะเลาะกัน เถึยงกัน ไหนจะต้องคอยดูเรื่องการบ้านลูกอีก ไหนจะต้องพาไปทำกิจกรรมเสริมพิเศษ ซ้อมดนตรีอีก ตั้งแต่ทำโฮมสคูล ลูกๆมีความสุขด้วยกันทุกวัน เวลาชั่วโมงว่างลูกสนุกกับการได้เล่นด้วยกันมากยิ่งขึ้น

8) เราดุลูกน้อยลง
การทำโฮมสคูลบังคับให้เราเป็นบุคคลผู้กุมอำนาจในบ้านไปในตัว แต่การควบคุมลูกก็เต็มไปด้วยความรักความเข้าใจ ครอบครัวหมอเลิกตีลูก เพราะเราจะไม่สามารถสั่งให้ลููกเขียนเรียงความหรือทำโจทย์เลขยากๆได้หากลูกไม่นับถือและเคารพเรา การสั่งให้เด็กทำตามคำสั่งด้วยการตีหรือการลงโทษนั้นใช่ไม่ได้ผลดีเท่ากับการขอให้เด็กเชื่อฟังเพราะเด็กรักและเคารพเรา

9) ลูกมีเวลาได้เล่นตามจินตนาการและตามความสนใจของตนเอง
หมอได้สังเกตุว่าตั้งแต่ลูกๆเริ่มเข้าโรงเรียน ลูกก็ไม่ค่อยจะเล่นแบบสร้างสรรค์แบบมีจินตนาการด้วยกันสักเท่าไหร่ เพราะลูกไม่มีเวลาได้เล่นด้วยกันนั่นเอง ลูกๆยุ่งกับกิจกรรมหลักเลิกเรียน งาน การบ้าน และไม่มีเวลาในช่วงเย็น ตั้งแต่ทำโฮมสคูล ลูกๆได้เล่นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสร้างป้อมปราการ ปาร์ตี้ เต้นรำ และอื่นๆตามความสนใจของลูกแต่ละคน ลูกวัยเเปดขวดของหมอได้ลองเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง และสอนตัวเองเล่นออร์เเกน ส่วนลูกอายุหกขวบก็เรียนทำอาหาร

10) เรามีโอกาสได้อบรมสั่งสอน สังเกตพฤติกรรมและสร้างวินัยในการทำงานให้ลูกได้ตลอดวัน
ลูกชายหมอมีปัญหาและไม่ยอมทำงานหรือการบ้านที่ได้จากโรงเรียน ครูเองก็ไม่มีเวลามาบอกให้ลูกทำผลงานที่ทำออกมาแบบธรรมดาๆใหม่ และไม่มีเวลามานั่งบอกให้ลูกปรับปรุงคุณภาพผลงานตนเอง กว่าเราจะได้เห็นผลงานของลูกก็วันถัดมา  แต่ตอนนี้หมอสามารถช่วยผลักดันและส่งเสริมให้ลูกทำงานทุกอย่างได้อย่างเต็มความสามารถของลูก

11) กำจัดพฤติกรรมที่ไม่ดีได้อย่างรวดเร็ว
แต่ก่อนเสื้อผ้าใส่แล้วอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด และอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ตอนนี้ลูกจะไม่ได้พักเล่นตามสบายหากลูกไม่เก็บเสื้อผ้า หมอไม่มีเวลาได้ใช้เทคนิคการปรับวินัยให้ลูกเมื่อลูกไปโรงเรียนเต็มเวลา หมอรู้ดีว่าต้องให้ลูกวัยอนุบาลแต่งตัวเอง แต่หมอคิดว่าหมอแต่งตัวให้ลูกจะเสร็จเร็วกว่าเพราะไม่อยากมาทะเลาะกับลูกก่อนไปโรงเรียน ตอนนี้ถ้าลูกแต่งตัวช้า ลูกก็มีเวลาเล่นน้อยลงหรือไม่ได้เล่นเลย
12) เราเป็นคนจัดตารางและบริหารเวลาของเราเอง

การทำโฮมสคูลช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับครอบครัวหมอ เพราะครอบครัวค่อนข้างยุ่งและไม่มีเวลามากนัก เช่น เราประหยัดเงินค่าตั๋วเครื่องบินเพราะเราเลือกจะบินไปเที่ยววันไหนก็ได้ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด สนามเด็กเล่น หรือสถานที่สำหรับครอบครัวอื่นๆก็คนน้อยในวันธรรมดา การจะวางเเผนไปเที่ยวไหนก็ทำได้ง่ายและสะดวก

13) น้องเรียนตามพี่

สำหรับครอบครัวใหญ่เหมือนครอบครัวหมอ เด็กเล็กก็เรียนรู้ได้เวลาทำโฮมสคูล ลูกวัยสี่ขวบของหมอนั่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับลูกวัยหกขวบ และเเปดขวบ และลูกก็อยากทำแบบฝึกหัดเหมือนพี่ๆ บางทีการเรียนคณิตหรือโฟนิคส์ ลูกก็ซึบซับและเรียนตามพี่ๆไปด้วย และตอนนี้ลูกก็กำลังเรียนอ่านหนังสืออยู่ เมื่อถึงเวลาทำงานบ้าน ลูกก็จะถามและขอทำงานเหมือนพี่ๆ และลูกวัยหนึ่งขวบของหมอก็พยายามจะล้างห้องน้ำด้วยตนเอง

14) ประหยัดเงิน

การทำโฮมสคูลนั้นจำเป็นต้องมีผู้ปกครองหนึ่งคนที่ใช้เวลาอยู่บ้านทั้งวันกับลูกๆ แม้ว่าคุณอาจจะสูญเสียรายได้ไปส่วนหนึ่งก็ตาม คุณก็จะประหยัดเงินมากมายเพราะลูกไม่ต้องเข้าเนิสเซอรี่หรือเดย์เเคร์ และลูกที่โตแล้วก็ไม่ต้องเข้าโรงเรียนเอกชนดังๆค่าเทอมเเพงๆ และครอบครัวหมอยังประหยัดน้ำมันไปเยอะเพราะใช้รถน้อยลง พ่อแม่ที่ทำโฮมสคูลจำนวนมากก็ทำอาชีพเสริมหรือทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย

ครอบครัวหมอตัดสินใจทำโฮมสคูลเพราะหมอทำงานกะดึกและสามีทำงานพาร์ทไทม์เกี่ยวกับด้านไอที หมอรู้จักครอบครัวโฮมสคูลที่มีรายได้ในครัวเรือนปีละ $40,000–$60,000

15) ได้สอนลูกให้รู้จักการดำรงชีวิต

เด็กโฮมสคูลได้เรียนรู้ทักษะการเลี้ยงดูลูก ทำอาหาร การทำงบประมาณ การดูแลรักษาบ้าน และการจัดการเวลาทุกๆวัน การบริหารเวลานั้นเป็นสิ่งที่เด็กๆเรียนด้วยความจำเป็น ลูกๆของหมอต้องจัดการบริหารเวลาของพวกเขาด้วยตนเอง พี่ก็ช่วยดูแลน้อง และนี่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ลูกได้เรียนทักษะการเลี้ยงดูลูกไปในตัว ตอนที่ยังเป็นหมอยังเรียนอยู่ หมอเคยทำการบ้านการจัดงบซื้อของใช้ในบ้าน และตอนนี้ลูกๆของหมอก็ช่วยหมอเขียนและจัดงบการจับจ่ายใช้สอยในครอบครัว

16) เข้าสังคมได้ดีกว่าและไม่มีความกดดันจากเพื่อนฝูง หรือถูกขมขู่จากขาใหญ่ในโรงเรีย

ลูกหมอเลิกร้องขอให้ซื้อวิดีโอเกมที่หมอไม่อยากให้ลูกเล่น หรือเสื้อผ้าที่หมอไม่อยากให้ใส่ หรือขนมอาหารขยะที่ลูกได้เห็นเพื่อนกินในโรงเรียน ลูกของหมอคนหนึ่งเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้เวลาไปโรงเรียน และเพื่อนร่วมชั้นก็นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายห้ามแกล้งกันและหมอได้คุยกับครูให้ช่วยดูเเลลูกให้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ลูกโดนเเกล้งเป็นประจำ ปีที่แล้ว ลูกเล่นในสนามเด็กเล่นคนเดียวทุกวัน ตอนนี้ลูกเป็นคนจัดการบริหารเกมที่สนามเด็กเล่นร่วมกับเด็กโฮมสคูลครอบครัวอื่น และลูกก็ยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง ไม่มีเด็กในกลุ่มโฮมสคูล

คนไหนที่พูดจาไม่ดีกับลูกเลย เพราะว่าเด็กๆเหล่านั้นมาเล่นด้วยกันพร้อมทั้งมีพ่อแม่มาดูเเลอยู่ด้วย ลูกเรามีเวลาเล่นกับเพื่อนมากขึ้น และไม่ต้องโดนเเกล้งหรือกดดันจากเพื่อนอีกต่อไป

มีงานวิจัยหลายๆชิ้นออกมาสนับสนุนว่า เด็กโฮมสคูลเข้าสังคมได้ดี ลูกหมอเองก็มีทั้งเวลาและมีเพื่อนมากมาย ทุกๆอาทิตย์ลูกจะเข้ากลุ่มกับเด็กโฮมสคูลด้วยกัน กลุ่มลูกเสือ ชมรมกีฬา เต้น ร้องเพลง เล่นเปียโน เรียนศาสนา และมีเวลาเล่นกับลูกเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนี้ยังมีงานวันเกิด โฮมสคูลทัศนาจร หมอต้องปฎิเสธกิจกรรมนอกเวลาต่างๆอยู่บ่อยครั้งเพราะกลัวไม่มีเวลามาสอนลูก

17 ได้นอนเต็มที่!

จากงานวิจัยของ National Jewish Heath ได้นำเสนอว่าเด็กโฮมสคูลได้นอนพักผ่อนเพียงพอกว่าเด็กทั่วไปที่ไปโรงเรียน ผลก็คือเด็กโฮมคูลสดชื่นและพร้อมที่จะเรียนรู้มากกว่าเด็กที่อดนอนหรือนอนน้อย และพ่อแม่เองก็ได้นอนมากขึ้นด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ครอบครัวหมอไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งลูกไปโรงเรียน หรือตื่นมาทำกับข้าว เตรียมของกินข้าวกล่องให้ลูกก่อนไปโรงเรียน ช่วงเช้าของครอบครัวหมอคือเวลาที่ได้กอดกันกับลูก และคุยกันเกี่ยวกับเเผนประจำวันของเรา

18 ปลูกฝังทัศนคติและความเชื่อของครอบครัวให้กับลูก

จากงานวิจัยของ National Center เด็กโฮมสคูล 36% มีความกระตือรือร้นและต้องการเรียนเกี่ยวกับหลักศาสนาและศีลธรรม ครอบครัวหมอไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้และไม่ได้เน้นสอนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และก็ไม่ได้ต่อต้านการสอนโดยเน้นศาสนาแต่อย่างใด ครอบครัวหมอเลือกที่จะสอนลูกให้รู้จักกับหลักการและคุณค่าของครอบครัวหมอเอง ซึ่งแต่ก่อนไม่สามารถทำได้ แต่ตอนนี้ทำได้แล้วเพราะการทำโฮมสคูล นอกจากนี้ วันเทศกาลต่างๆหมอก็กำหนดและวางเเผนกันเอง เช่นลูกๆได้หยุดสองอาทิตย์ช่วงวันฮาโลวีน แต่ไม่ได้หยุดเช่วงวันอิสเตอร์เป็นต้น

หลายๆคนถามหมอว่าทำโฮมสคูลได้อย่างไรเพราะว่าทั้งหมอและสามีก็ทำงานด้วยกันทั้งคู่ หมอกล่าวว่า ครอบครัวโฮมสคูลแต่ละครอบครัวก็มีตารางเวลาแตกต่างกันออกไป และเราสามารถจัดการบริหารเวลาให้สมดุลระหว่างการทำงาน การสอนลูก งานบ้าน และเวลาพักผ่อน สำหรับครอบครัวหมอ หมอก็พยายามปรับปรุงจัดบริหารเวลาอยู่เรื่อยๆและทำมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เป็นภาระหน้าที่ที่ยังไม่เสร็จและจะทำต่อไปเรื่อยๆ

ตอนที่หมอมีลูกสามคน หมอเองทำงานกะดีกในโรงพยาบาลเด็กเเห่งหนึ่ง ทำให้มีเวลาไปรับส่งลูกจากโรงเรียน ต่อมามีลูกคนที่สี่ สามีตัดสินใจลาออกจากงานและหันมาทำงานอิสระด้านไอทีที่บ้าน และทำให้การทำโฮมสคูลเป็นทางเลือกที่ดีของครอบครัวหมอ

ครอบครัวหมอจะเรียนหลักสูตรบังคับวันจันทร์ อังคาร และวันพฤหัส ส่วนวันพุธนั้น เด็กๆก็เข้ากลุ่มเพลย์กรุ๊ปกับเด็กโฮมสคูลคนอื่นๆ และวันศุกร์ก็ทัศศึกษา หรือทำกิจกรรมพิเศษ และทำงานหรือแบบฝึกหัดที่ยังทำไม่เสร็จเป็นต้น

หมอและสามีแบ่งกันสอนลูกคนละ 50/50 คนหนึ่งพัก อีกคนหนึ่งก็สอน และงานทุกอย่างก็ช่วยกันหมดไม่ว่าจะเป็นหาเงินเข้าบ้าน งานบ้าน สอนลูก การได้แบ่งงานกันแบบนี้ทำให้หมอและสามีเข้าใจกันมากขึ้น และหากมีปัญหาก็มานั่งคุยกัน และหมอคิดว่าการทำโฮมสคูลทำให้ครอบครัวหมอมีความสุขมากขึ้น

——————————————————

อ่านแล้วคิดอย่างไรกันบ้างคะ เพื่อนสมาชิกคิดว่าการทำโฮมสคูลนั้นเหมาะกับครอบครัวเพื่อนสมาชิกหรือไม่ หลายๆคนอยากทำแต่ยังกังวลอยู่ใช่ไหรือเปล่า อย่างที่คุณหมอท่านนี้ได้เขียนไว้ในบทความ การทำโฮมสคูลนั้นเป็นทางเลือกส่วนตัวของแต่ละครอบครัว และทุกครอบครัวก็มีเหตุผลและความจำเป็นต่างกันในการเลือกจะทำหรือไม่ทำโฮมสคูลค่ะ  หวังว่าข้อมูลที่เรียบเรียงมาจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกค่ะ

ลองอ่านบทความ สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนทำโฮมสคูล ด้วยนะคะ จำทำให้เพื่อนสมาชิกเข้าใจโฮมสคูลมากขึ้นค่ะ

ขอให้มีความสุขในการสอนลูกค่ะ

แม่แอ๋ว – ชมรมครูพ่อแม่

อ่านบทความต้นฉบับของคุณหมอได้ที่  18 Reasons Why Doctors and Lawyers Homeschool Their Children