มอนเตสซอรี่ สอนได้ที่บ้านก่อนลูกเข้าโรงเรียน ตอนที่ 1 – ความเป็นมาและการจัดห้องเรียนมอนเตสซอรี่

ความเป็นมาและการจัดห้องเรียนมอนเตสซอรี่

พ่อแม่หลายๆคนในหลายๆครอบครัว คงจะสังสัยกันว่า ตัวเราเองจะสามารถสอนลูกได้หรือเปล่า และถ้าสอนแล้ว เราควรจะสอนได้อย่างไรดี เรามักถามตัวเองว่า เราจะทำได้ดีแค่ไหน และที่เราทำไปนั้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ลูกเราได้จริงหรือ

สิ่งสำคัญที่เราควรตระหนักอยู่เสมอคือพ่อแม่คือครูคนแรกของลูก ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักและหวังดีกับลูกเราเท่ากับเรา ไม่ว่าลูกของเราจะเรียนเก่ง อ่อน หรืออายุเท่าไหร่ หรือลูกเราจะไปอยู่ไกลเราแค่ไหน พ่อแม่ก็คือคนที่หวังดีกับลูกที่สุด และทุ่มเททำทุกอย่างเต็มความสามารถเพื่อลูก ดังนั้นคนที่จะสอนลูกเราได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเองค่ะ

ยุคสมัยปัจจุบันนี้ เป็นยุคของความวุ่นวาย มีการแข่งขันสูง พ่อแม่ในหลายๆครอบครัวต่างก็ต้องทำมาหากิน ทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูลูก ทำให้มีเวลาเล่นหรืออยู่กับลูกน้อยลง เราสามารถปรับเอาเวลาอันน้อยนิดที่เรามีให้ลูกนั้นมาปรับเป็นเวลาคุณภาพโดยการเล่นกับลูกผ่านกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ โดยเน้นความผูกพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกมากกว่าผลที่เราคาดหวังว่าจะได้รับ การที่เราคิดถึงความสนุกและความสุขในการได้อยู่กับลูก จะทำให้การสอนลูกเป็นกิจกรรมที่น่าสนุกทั้งสำหรับคนสอนและสำหรับลูกค่ะ กิจกรรมที่น่าสนใจที่เราสามารถทำได้ที่บ้าน ที่แม่แอ๋วอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองนำไปทำดูคือกิจกรรมแนวมอนเตสซอรีค่ะ ก่อนที่จะเข้าเรื่องกิจกรรมต่างๆ แม่แอ๋วขอเกริ่นประวัติความเป็นมาของมอนเตสซอรี่ก่อนนะคะ

ประวัติของ ดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ และแนวการสอนของท่าน

ดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1870 ในเมืองเล็กๆชื่อ Chiaravalle อยู่ในประเทศอิตาลี ช่วงที่ยังเป็นเด็กอยู่ พ่อแม่ของท่านเห็นว่าท่านมีหัวทางคณิตศาสตร์ จึงได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่กรุงโรม และพ่อและแม่ของท่านอยากให้ท่านเป็นครู แต่ว่า ดร.มอนเตสซอรี่สนใจเรียนทางด้านวิศวะมากกว่า แต่ในที่สุดท่านก็ค้นพบว่าท่านไม่ชอบด้านนี้ จึงได้เบนเข็มไปเรียนการแพทย์แทน และในที่สุดท่านก็เป็นผู้หญิงคนแรกในยุคนั้นที่จบการศึกษาในระดับ Doctor of Medicine

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ท่านก็ได้เข้าทำงานกับคลินิคจิตเวทย์ของมหาวิทยาลัยโรม โดยท่านต้องดูแลคนไข้ที่มีอาการทางจิต ในตอนนั้นท่านคิดที่ว่าคนไข้เหล่านี้ไม่ใช่บุคคลไร้สมรรถภาพ หากได้รับการดูแลและได้รับการศึกษาที่ดีและถูกต้อง พวกเขาก็จะมีอาการดีขึ้น

ท่านได้จัดตั้ง Casa dei Bambini (Children’s House) ขึ้นในแหล่งสลัมของกรุงโรม โดยได้มีการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมไว้ให้เหมาะสมกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่าห้าขวบ ซึ่งเป็นคนไข้ของดร.มอนเตสซอรี่ในขณะนั้น  อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้สอน เป็นอุปกรณ์ที่ท่านเคยได้ใช้สอนเด็กโตมาแล้ว โดยเป็นอุปกรณ์ที่เน้นการทดสอบการแบ่งแยกของประสาทการรับรู้

ต่อมาได้มีผู้สนในแนวการสอนของท่านเป็นอย่างมาก ในช่วงปี 1909-1919 ท่านได้เขียนหนังสือชื่อ Scientific Pedagogy as Applied to Child Education in the Children’s House  หนังสือเล่มนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวอเมริกัน แต่ต่อมาก็ได้รับความนิยมน้อยลง เพราะหลักการสอนของท่านขัดแย้งกับระบบการเรียนการสอนแบบตั้งเดิมของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อในหลักการของดาร์วิน ซึ่งเชื่อกันว่าความฉลาดถ่ายถอดทางพันธุกรรมและเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต่อมา ซิกมันด์ ฟอยด์ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยของเขา เลยทำให้ผู้คนสนใจหลักการของดร.มอนเตสซอรี่น้อยลง

ถึงแม้ว่าจะหลักการสอนของท่านจะไม่ได้รับความนิยม ดร.มอนเตสซอรี่ก็ยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทกับการสอนและเด็กๆใน Children’s House ต่อไป ในปี 1915 ท่านก็ได้กลับไปเผยแพร่หลักการสอนของท่านที่อเมริกาอีกครั้ง และในช่วงนั้น ก็มีโรงเรียนแนวมอนเตสซอรี่เปิดขึ้นมาสองสามแห่ง แต่ก็เปิดได้ไม่นาน และต้องปิดตัวลงในที่สุด อย่างไรก็ดี ดร.มอนเตสซอรีก็ยังคงเผยแพร่วิธีการสอนของท่านต่อไป โดยท่านได้เดินทางไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆในยุโรป และในที่สุด ท่านก็เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1952 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ และมาริโอ ซึ่งเป็นลูกชายของท่านก็ได้สานต่อเจตนารมณ์ของท่านต่อมา

แนวคิดและหลักการของมอนเตสซอรี่

ดร.มอนเตสซอรี่เชื่อว่าเด็กๆเริ่มเรียนรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิด เด็กไม่ได้เกิดมาแล้วรอให้พ่อแม่ป้อนข้อมูลให้อย่างเดียว แต่เด็กซึบซับข้อมูล และเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลาแรกเกิดถึงห้าขวบครึ่งเป็นเวลาทองที่พ่อแม่ควรจะใช้หน้าต่างโอกาสนี้ในการสอนลูก และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกเพื่อที่ลูกจะได้พัฒนาความสามารถของตัวเองและทำทุกอย่างได้เกินหรือตามความสามารถที่แท้จริง

จากหนังสือ Teaching Montessori in the Home: Pre-School Years: The Pre-School Years โดย Elizabeth G. Hainstock ได้มีการแบ่งช่วงอายุของการรับข้อมูลได้ดังต่อไปนี้

  • ช่วงอายุ 1.6 – 3 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กซึบซับข้อมูลและเริ่มมีประสาทการรับรู้
  • ช่วงอายุ  1.6 – 4 ขวบ มีการพัฒนาด้านภาษา มีความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อต่างๆ และกล้ามเนื้อต่างๆเริ่มมีการพัฒนา
  • ช่วงอายุ  2-4 ขวบ เริ่มเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี เริ่มเข้าใจข้อเท็จจริงและความเป็นจริง และรับรู้เรื่องลำดับและเวลา
  • ช่วงอายุ  2.6-6 ขวบ เด็กเริ่มมีประสาทการรับรู้ที่ละเอียดขึ้น
  • ช่วงอายุ  3-6 ขวบ เริ่มมีความรู้สึกไวต่ออิทธิพลจากผู้ใหญ่
  • ช่วงอายุ  3.6 – 4 .6 ขวบ เริ่มเขียนหนังสือเป็น
  • ช่วงอายุ  4-4.6 ขวบ มีการรับรู้ที่ไวต่อการสัมผัส
  • ช่วงอายุ  4.6 – 5.6 ขวบ เริ่มอ่านหนังสือออก

สิ่งสำคัญที่ ดร.มอนเตสซอรี่กังวลคือ พ่อแม่ในบางครอบครัวมองว่าเด็กเล็กนั้นยังเป็นเพียงแค่เด็ก ยังไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ ท่านพยายามเน้นอยู่เสมอว่า เด็กเล็กมีศักยภาพการเรียนรู้ที่สูงมาก หรือจะเรียกว่า “เรียน” ก็ไม่ถูก เพราะเด็กไม่ได้เรียน แต่เด็กรับรู้ข้อมูล ซึบซับความรู้ต่างๆผ่านสภาพแวดล้อมที่มีการจัดเตรียมไว้อย่างดี และเด็กเล็กก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้นการจัดห้องเรียนแบบมอนเตสซอรี่นั้น ห้องเรียนต้องได้รับการจัดให้สวยงาม เป็นระเบียบ อุปกรณ์ทุกอย่างต้องมีขนาดเท่าตัวเด็ก เช่นโตะเล็ก เก้าอี้เล็ก ชั้นวางของต่างๆ ต้องอยู่ในระดับที่เด็กสามารถหยิบจับสิ่งของเองได้ อุปรณ์ต่างๆ ต้องจัดวางให้เด็กสามารถมองเห็นได้ทุกชิ้น และเด็กสามารถเลือกหยิบจับ หรือทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตัวเอง เพราะมอนเตสซอรี่คือการสอนให้เด็กมีอิสระในการเรียนรู้ เลือกทำสิ่งที่เด็กสนใจ และไม่มีการตัดเกรด ระบบการสอนในโรงเรียนเตรียมอนุบาลทั่วไปนั้น จะมีครูคอยทำอะไรให้เด็กอยู่เสมอ แต่มอนเตสซอรี่จะสอน “teach me to do it myself” คือเน้นให้เด็กทำเอง สอนเด็กให้ทำเองเป็น ครูแค่เตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้แค่นั้นเอง

เป็นที่น่าเสียดายที่ยังมีพ่อแม่และครูหลายๆท่านที่คิดว่า เด็กเล็กนั้นยังไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ ทำให้เสียเวลาและโอกาสทองในการเรียนรู้ไปกับสิ่งไร้สาระ หลายๆคนบอกว่า ไม่รู้จะสอนไปทำไม สอนไปก็เดี๋ยวก็ตามกันทันเอง ได้ยินอย่างนี้แล้วก็น่าเสียดายโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งดีๆ เพราะมีพ่อแม่และครูที่ขี้เกียจสอน เด็กไม่จำเป็นต้องนั่งเรียนในห้องเรียนเสมอไป แต่เด็กเรียนรู้ได้ผ่านสภาพแวดล้อมที่เราจัดให้ ผ่านสวน ผ่านการเล่น การสำรวจสิ่งต่างๆนอกบ้าน เด็กๆมีความอยากรู้อยากเห็น และกระหายใคร่รู้ ลองทดสอบเจ้าตัวเล็กวัยสามขวบดูสิคะว่าดูทีวีรายการที่ชอบแล้วจำอะไรได้บ้าง จะเห็นว่าเด็กบอกได้เป็นฉากๆว่ามีตัวละครชื่ออะไรบ้าง แถมบางคนสามารถจำบทสนทนาของตัวละครได้อีก (เช่นเจ้าเจคอบ จำได้เลยว่าตัวละครพูดอะไรออกไป) นี่แสดงให้เห็นว่า เด็กเรียนได้แบบไม่ตั้งใจ มาสนับสนุนให้ลูกเราค้นหาตัวเองโดยการสำรวจสิ่งรอบตัวกันเถอะค่ะ

การทำบ้านให้เป็นห้องเรียนมอนเตสซอรี่

ก่อนที่เราจะเริ่นสอนลูก เราก็ควรจะจัดเตรียมบ้านของเราให้เป็นโรงเรียน โดยเลือกมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน และการจัดอุปกรณ์นั้นก็จัดให้เป็นระเบียบ ของทุกชิ้นอยู่เป็นที่เป็นทาง และเด็กสามารถหยิบจับของทุกสิ่งได้ด้วยตนเอง เวลาที่ทำกิจกรรมกับลูกนั้น ก็อธิบายสั้นๆ เพราะเด็กจะเข้าใจดีกว่าการที่เราสาธยายอธิบายยืดยาว ก่อนที่จะเริ่มเรียน คุณสามารถที่จะอธิบายให้ลูกฟังว่าเรากำลังจะเรียนหนังสือกัน และเริ่มทำวันละสองสามกิจกรรม ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง หรือน้อยกว่านี้แล้วแต่ความสนใจของลูกของเรา เวลาสอนก็ให้กำลังใจและชมให้เป็น อย่าติเตือนหรือบังคับลูก เพราะจะทำให้บรรยากาศการเรียนไม่สนุกและเด็กจะเบื่อเอา หากลูกไม่สนใจทำกิจกรรมในวันนี้ เราก็มาเริ่มกันวันหลังได้ค่ะ

บางคนที่มีบ้านกว้างๆ อาจจะจัดมุมหรือห้องบางห้องสำหรับเป็นห้องเรียนของลูก แต่สำหรับคนที่ไม่มีพื้นที่ เราก็สามารถจัดที่เรียนที่ไหนก็แต่ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนลูก ครัว หน้าบ้าน หลังบ้าน เพียงต่อต้องจัดวางสิ่งของและอุปกรณ์การสอนให้เป็นไปตามหลักของมอนเตสซอรี่ เพราะห้องเรียนมอนเตสซอรี้นั้นเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า (prepared environment)

เวลาที่เราสอนมอนเตสซอรี่ให้ลูกนั้น กิจกรรมทุกอย่างจะมีการควบคุมข้อผิดพลาด (control of error) เพราะจุดประสงค์คือ การทำให้เด็กรู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไป และจะแก้ไขความผิดพลาดนั้นด้วยตนเองได้อย่างไร แต่เราต้องไม่ปล่อยให้อุปกรณ์เป็นเครื่องมือสอนลูกนะคะ เวลาที่ลูกทำกิจกรรม เราต้องเป็นคนชี้นำวิธีทำที่ถูกต้องโดยการอธิบายสั้นๆ ทำให้ลูกดูก่อนที่จะเริ่มกิจกรรม และไม่ควรช่วยลูกทำหรือทำแทนลูกค่ะ เวลาสอนต้องมีความอดทนด้วย เพราะบางกิจกรรมนั้น สำหรับเราแล้วมันง่ายมากๆ แต่สำหรับเด็กสามขวบ สี่ขวบ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ในที่สุดลูกก็จะค้นพบวิธีทำกิจกรรมนั้นได้ด้วยตนเอง

อุปกรณ์ที่ควรมี

  1. โต๊ะ และเก้าอี้สำหรับเด็ก ต้องมีขนาดเบาพอที่เด็กจะยกเองได้
  2. ผ้าเช็ดโตะแผ่นเล็กๆ เอาไว้ให้ลูกเช็ดเวลาทำของหก
  3. ชั้นวางหนังสือขนาดพอดีกับตัวลูก หรือชั้นวางที่ลูกสามารถมองเห็นหนังสือได้ทั้งเล่ม โดยเอาหันหน้าปกออกมา
  4. อ่างล้างจานขนาดเล็ก (แต่แม่แอ๋วว่าใช้อ่างบ้านเราก็ได้ หาที่เหยียบมาให้ลูกเหยียบแทนค่ะ)
  5. เครื่องมือทำความสะอาดสำหรับเด็ก ไม้กวาด ทีตักผง ผ้ากันเปื้อน ไม้ถูกพื้น กระแป๋งเล็กๆ

รายการข้างบนเป็นเพียงแค่ไอเดียนะคะ ใครมีอะไรก็ใช้อันนั้น หรือปรับเอาของที่มีอยู่มาใช้ก็ได้ค่ะ

บทความตอนต่อไป แม่แอ๋วจะนำตัวอย่างกิจกรรมมอนเตสซอรี่แบบต่างมาแบ่งปันกับเพื่อนๆค่ะ  โดยจะแบ่งออกเป็น

  1. Practical Life Exercises
  2. Early Sensorial Exercises
  3. Reading and Writing Exercises
  4. Arithmetic Exercises

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆครูพ่อแม่ทุกคน ^_^

แม่แอ๋ว

บทความมอนเตสซอรี่ ตอนที่ 2 – กิจกรรมในชีวิตประจำวัน

http://kroopohmae.com/group/articles/forum/topics/2-practical-life?xg_source=activity

บทความนี้เรียบเรียงมาจาก:

Teaching Montessori in the Home: Pre-School Years: The Pre-School Years

The Absorbent Mind

http://www.childandme.com/montessori-resources/#more-1624

ที่มารูปของดร.มอนเตสซอรี่

http://reddeermontessori.com/about-us/maria-montessori

ที่มาของรูปห้องเรียนมอนเตสซอรี่

http://hemustincrease.hubpages.com/hub/Montessori-Homeschool-Manipulatives-Infant-and-preschool-classroom-set-up